ล้างลามือการเข้ามา Update บทความด้วยตัวเองซะนาน เมื่อช่วงก่อนตรุษจีนที่ผ่านมาผมและเพื่อนๆ (เป็นเพื่อนเก่าเพื่อนแก่..คบกันมาตั้งแต่สมัยมหาวิทยาลัยโน้น) ไปเที่ยวทะเลและดำน้ำตื้นกัน ซึ่งกิจกรรมนี้พวกผมทำกันทุกปีจนปีที่ก็เป็นปีที่ 12 แล้วล่ะครับ โดนทุกปีก็จะมีการถ่ายรูปใต้น้ำด้วยแต่อาศัยกล้อง Compact กับ Housing มาตลอด ปีนี้อยากได้ภาพสวยๆ บวกกับที่ร้าน Digital2home สั่งซองกันน้ำของ Dicapac รุ่น WP-S10 ซึ่งเป็นซองสำหรับกล้อง SLR หรือ DSLR ก็เลยได้โอกาสถอยของใหม่ไปลองกัน ที่จริงด้วยความที่มีโอกาสไปดำน้ำอยู่บ่อยเห็นชาวต่างชาติใช้ซองแบบนี้กันมานานสำหรับการน้ำตื้นหรือที่เรียกกันว่า Snorkeling แต่ยังไม่ค่อยเป็นที่นิยมของคนไทยนัก ผมว่าสาเหตุก็ไม่พ้นมาจาก “จะไว้ใจได้หรอกล้องชุดละครึ่งแสนนะเนี่ย ถ้าเกิดน้ำเข้าละก็น้ำตาตกแน่ๆ” อันนี้ผมลอกคำพูดของเพื่อนที่ไปด้วยกันและผมบอกว่าจะเอากล้องตัวใหญ่ลงโดยใช้ซอง Dicapac มาเลยนะเนี่ย ส่วนจะให้ซื้อ Housing สำหรับกล้อง DSLR นั้นก็ไม่กล้าด้วยสนนราคาที่แพงว่าตัวกล้องพร้อมเลนส์ซะอีก….. “_ _

เอาล่ะอัมภบทมานานแล้ว มาดูกันก่อนว่าอุกรณ์ที่ผมใช้คืออะไรกันบ้าง

ตัวผมเองใช้กล้อง Nikon D5000 และเลนส์ที่เอาไปใช้ในคร้ังนี้คือ Tamron 17-50 VC และซองกันน้ำ Dicipac รุ่น WP-S10 สาเหตุที่เลือกพกเลนส์ Tamron ไปเนื่องจากต้องการเลนส์ที่สามารถเปิดค่ารูรับแสงหรือค่า F ให้ได้ถึง 2.8 ซึ่งจะเหมาะกับการถ่ายใต้น้ำที่อาจเจอสถานการณ์แสงน้อยได้ ส่วนขั้นตอนในการเตรียมตัวก่อนนำเจ้าซอง Dicapac ลงน้ำคือการทดสอบการรั่วซึมของซอง ซึ่งวิธีการที่ง่ายๆ และใช้กันไม่ว่าจะเป็น Housing แบบใดก็ตาม คือการเอากระดาษทิชชูใส่เข้าไปในซอง Dicapac แล้วปิดให้สนิทตามขั้นตอนการใช้งานจริง จากนั้นก็นำไปกดลงในอ่างน้ำซึ่งผมจับลงในอ่างแช่ตัวในโรงแรม(เสียดายลืมถ่ายภาพให้ดู) จากนั้นก็เอาทิชชูออกมาดูว่ามีอาการเปียก ชื้น ในส่วนไหนบ้างหรือเปล่าถ้าไม่มีแสดงว่าซองอยู่ในสภาพพร้อมลุย 100% ในการจับซองกดลงน้ำผมแนะนำว่าให้สังเกตุหน่อยว่าทุกส่วนจมน้ำจริงและแช่ประมาณ 3-5 นาที เพื่อให้เกิดว่าแน่ใจว่าเวลาเราเอาลงแช่น้ำนานๆ แล้วจะไม่มีปัญหาตามมา

ข้อสังเกตุเรื่องการประกันสินค้าของซองกันน้ำคือ

1. การประกันจะประกันที่ซองมีการรั่วซึมจากการผลิต ไม่ใช่จากการใช้งาน ดังนั้นสิ่งที่ต้องทำทันทีหลังจากที่ซื้อสินค้าจำพวกนี้คือการทดลองโดยใช้กระดาษทิชชูก่อนการใช้งานกับกล้องจริงนะครับ ถ้าพบว่ามีการรั่วซึมให้รีบแจ้งทางร้านค้าเพื่อของเปลี่ยนตัวใหม่ก่อนทันที

2. ระวังเรื่องการถูกเกี่ยวหรือของมีคมแทงทะลุซึ่งจะเป็นสาเหตุให้น้ำรั่วซึ่มได้ โดยเฉพาะการเดินทางไปกันเรือแล้วเราวางไว้กับพื้นเรือจะมีโอกาสที่ตะปูหรือเศษไม้แทงทะลุถุงกันน้ำได้ ควรเอาถุงใส่ในถุงผ้าหรือเป้กันน้ำอีกชั้นในระหว่างที่อยู่บนเรือหรือก่อนลงดำน้ำนะครับ

3. การเอากล้องลงน้ำแนะนำให้ตัวเราเองลงไปในน้ำก่อนโดยฝากกล้องไว้กับเพื่อนหรือคนเรือให้ยืนให้เราที่หลังการกระโดดลงไปพร้อมกล้องและซองอาจมีโอกาสที่จะทำให้ซองนั้นมีรอยเปิดได้ ซึ่งเป็นสาเหตุให้เกิดน้ำซึมเข้าไปเช่นกันนะครับ

4. อ่านข้อจำกัดของอุปกรณ์ที่ใช้ในแต่ละรุ่นให้ดี บ้างรุ่นลงน้ำให้ลึกแต่บ้างรุ่นได้ตื้นๆ หรือไม่สามารถลงน้ำได้กันได้แต่น้ำสาดก็มี อันนี้ต้องอ่านให้ดีก่อนนะครับ

การเซ็ต Mode สำหรับการถ่ายภาพใต้น้ำด้วยกล้อง DSLR

เท่าที่ผมไป Search หาใน Internet พบว่าการแนะนำส่วนใหญ่จะเป็นการแนะนำสำหรับการถ่ายแบบดำน้ำลึกซะมากกว่า อย่างเช่นให้ Set ISO 100 ค่า Speed shutter ที่ 150-200 และรูรับแสงที่ 4.5-5.6 ซึ่งผมเองก็ลองทำตามแต่พบปัญหาค่อนข้างเยอะที่เดียวเนื่องจากการดำน้ำตื้นนั้นสภาวะแสงเปลี่ยนแปลงบ่อยมากทำให้การเช็ตค่าแบบ Manual นั้นจะเพี้ยนบ่อยและในกล้อง DSLR ก็ไม่มี Mode สำเร็จรูปสำหรับการถ่ายใต้น้ำซะด้วยสิ ผมเลยใช้ Mode auto แบบ Nop Flash แทนซึ่งภาพที่ได้ออกมาถือว่าา Ok เลยที่เดียวครับ ส่วนการต้ังเรื่อง Shutter นั้นผมตั้งแบบถ่ายต่อเนื่อง และถ่ายภาพ Viewfinder ซึ่งการใช้งานนั้นจะยากสักหน่อยแต่ภาพที่ได้ชัดเจนและเร็วกว่าการถ่ายผ่านจอ LCD ครับ เนื่องจากการถ่ายภาพผ่านจอ LCD นั้นกว่าจะ Focus ได้ช้ามากโดยเฉพาะ Nikon ภาพที่ได้เบลอเยอะมาก

เอาล่ะเรามาดูขั้นตอนและรุปกันเลยดีกว่าครับ

อันนี้เป็นขั้นตอนเอากล้องใส่ลงในซองกันน้ำ Dicapac ตอนนี้ที่ใส่นี้อยู่ Lobby หน้าโรงแรมรอรถมารับไปอยู่ครับ

ขั้นตอนนี้เอาตัวผมเองลงมาในน้ำก่อนโดยให้คนเรือช่วยส่งกล้องให้ที่หลังครับ และได้กล้องเพื่อนเป็น Canon A series พร้อม Housing ช่วยบันทึกภาพคู่กันให้ (แต่ระหว่างปฎิบัติงานน้ันกล้อง Canon A series ดันเกิดอาการดับไปทำให้ไม่สามารถบันทึกภาพคุ่ขนานกันได้ต่อจึงเหลือแต่ของผมแต่เพียงตัวเดียวใน trip นี้ก็ถือว่าโชคดีไปครับที่ยังมีกล้องถ่ายภาพในน้ำกันอยู่อีกตัว)

ทั้ง 2 ภาพนี้เป็นตัวอย่างของการ Set ISO ขึ้นไปมากเกินทำให้ภาพที่ได้สว่างเยอะเกินไป และที่ภาพด้านซ้ายมือติดขอบเลนส์ของซองกันน้ำเนื่องจาก ผมเปิดหน้าเลนส์ไว้ที่ 17mm ทำให้มีช่องว่างระหว่างซองกับเลนส์ ซึ่งวิธีแก้ไขเบื้องต้นในขณะน้ันของผมคือการจัดเลนส์หน้าซองให้กระชับกับเลนส์กล้องก่อนถ่ายก็เลยได้ภาพที่ 2 นี้มา อันนี้ไม่ติดหน้าเลนส์แล้วล่ะครับ

แต่ในระหว่างการใช้งานก็มีอยุ่บ้างที่เผลอปล่อยมือทำให้ภาพที่ได้ยังเห็นเรื่องการติดขอบของเลนส์หน้าซองอยู่ครับ อ้อภาพคราวนี้ผมลองใช้ Scene Mode ในกล้อง Nikon แบบ Dust/Dawn ภาพที่ได้จะเป็นภาพในโทนสีฟ้าเป็นหลัก

ภาพในชุดนี้ทั้ง 4 ภาพเป็นการถ่ายโดยใช้ Mode auto แบบ No flash มีทั้งปลาเสือ ปะการังสมอง และอื่นๆ (ผมจำไม่ได้ว่าเรียกว่าอะไรนะสิ) ภาพที่ถ่ายออกมาถือว่าชัดเจนที่เดียว

เนื่องจากตัวซองกันน้ำ Dicapac รุ่น WP-S10 ระบุว่ากันน้ำได้ในระดับผิวน้ำไม่เหมาะกันการดำน้ำลึกแต่ก็รองรับความลึกได้มากถึง 5 เมตร สิ่งที่ผมท้าทายและลองดูคือว่ามันทำได้จริงหรือเปล่า ตอนี้ที่คิดจะลองก็ยอมรับว่าเสียวๆ อยู่เหมือนกันครับแต่ว่า….ไม่ลองแล้วจะรู้ได้ไงก็เลยลองถ่ายโดยกดกล้องลงใต้น้ำที่ระดับ 2 เมตรโดยประมาณก่อน อันนี้คือภาพที่บัทึกได้ครับถือว่าชัด Ok อยู่  และคราวนี้ผมแก้อาการติดขอบของซองโดยการปรับมุมเลนส์จาก 17mm เป็น 35mm แทนครับทำให้ตัวเลนส์ยืนไปสุดกับช่วงซองเลนส์พอดีที่นี้ก็เลยไม่ติดปัญหาถ่ายติดขอบอีกแล้วล่ะครับ

 

 

 

 

ส่วน VDO clip นี้เป็นการลองเอากล้องพร้อมซองดำกดลงไปใต้น้ำประมาณ 4 เมตร ซึ่งผลก็คือกล้องยังใช้งานได้ไม่มีน้ำเข้าแต่การดำลงไปพร้อมกล้องนั้นค่อนข้างยาก เนื่องจากกล้องนั้นลอยน้ำจะว่าไปก็เป็นข้อดีนะเนี่ยไม่ต้องกล้วเรื่องกล้องจมน้ำแต่อย่างไร อ้อในตอนแรกผมคิดว่าคงไม่สามารถอัดเสียงระหว่างใส่ในซองกันน้ำนี้ได้แต่ที่ไหนได้เสียงชัดที่เดียวนะเนี่ย

 

 

 

 

ส่วน VDO Clip นี้เป็นการถ่ายใต้น้ำซึ่งในนณะน้ันผมไปเห็นฝูงปลาอยู่ฝูงหนึ่งไปหลบอยู่ในชะหง่อนหินครับ

 

 

สรุปแล้วภาพรวมของการใช้กล้อง DSLR กับซองกันน้ำ Dicapac ในมุมมองของผมถือว่า OK เลยครับ

สิ่งสำคัญคือการทดสอบก่อนใช้งานจริงและทำตามขั้นตอนให้ครบถ้วนโดยเฉพาะการปิดผนึก Zip Lock ต้องเช็คหลายๆ รอบหน่่อยเพื่อให้มั่นใจว่าเราปิด Zip Lock สนิททั้งหมดจริง แค่นี้ก็ทำให้เราไม่พลาดกับการถ่ายภาพใต้น้ำแล้วครับ แต่ถ้าใครยังไม่กล้าพอผมก็บอกได้ว่าเราสามารถใช้ Dicapac ตัวนี้ใส่กล้องสำหรับเทศกาลสงการณ์ที่จะถึงนี้ก็ต้องเรียกว่า OK เลยที่เดียวครับได้ภาพคมสวยในราคาของอุปกรณ์ที่ไม่แพงเกินไปนัก

 

 

 

 

 

Posted by: mrd2h | กุมภาพันธ์ 2, 2011

ข่าวลือ กล้อง Full Frame ตัวใหม่ของ Canon

ช่วงหลายเดือนที่ผ่านมา Canon ดูจะเงียบๆแม้จะมีข่าวลืออะไรออกมาบ้าง แต่กล้องเปลี่ยนเลนส์เด็ดๆก็ยังไม่ได้เปิดตัวออกมาให้ฮือฮาเลย จะมีก็เพียง EOS 60D ที่เปิดตัวมาเพียงรุ่นเดียวเท่านั้น เมื่อวานนี้พอจะมีข่าวลือเกี่ยวกับกล้อง Full Frame ของ Canon ออกมา 2 กระแสครับ

กระแสแรกบอกว่า

  • 3D ฟูลเฟรม (3D full frame )
  • 18 ล้านพิกเซล
  • no built in grip
  • 7D/1D focus
  • active focus screen
  • ISO up to 102,400
  • video as with 7D

อีกหนึ่งกระแสก็บอกว่า

  • New small body FF
  • Pro AF (45 point same as Eos 1D MKIV)
  • 16.7 MP
  • 6 FPS (booster with extra batterygrip up to 9fps)
  • ISO 100-12800 (L50 / H102400)
  • Single CF slot
  • Video as Eos 7D
  • MSRP $ 4,399

สิ่งที่ข่าวสองกระแสนี้ตรงกันก็คือ การถ่ายวิดีโอนี่ล่ะครับ  อยากรู้เหมือนกันว่า ISO 102400 มันจะขนาดไหนกันนะ

ที่มา http://www.goodmodo.com/%E0%B8%82%E0%B9%88%E0%B8%B2%E0%B8%A7%E0%B8%A5%E0%B8%B7%E0%B8%AD-%E0%B8%81%E0%B8%A5%E0%B9%89%E0%B8%AD%E0%B8%87-full-frame-%E0%B8%95%E0%B8%B1%E0%B8%A7%E0%B9%83%E0%B8%AB%E0%B8%A1%E0%B9%88%E0%B8%82

เล่าให้ฟังก่อนว่าตอนกล้อง D3100 และ D7000 ออกมาเปิดตัวทาง Nikon เขียนบอกว่าไว้ Sensor นั้นพัฒนาจาก Nikon เอง ข้อสงสัยของหลายคนหลายเว็บที่ได้ข้อมูลว่า Nikon นั้นใช้ Sensor ของ Sony ก็เงียบไปพักใหญ่ แต่เร็วๆนี้ chipworks เขาทำการแงะชำแหละกล้อง (teardown) Nikon D7000 ทีนี้ก็เป็นเรื่องครับ  เพราะ Sensor ของ Nikon D7000 นั้นมีรหัสว่าIMX071 พะยี่ห้อ Sony ไว้ตัวบะเริ่ม ดังรูปที่เห็นครับ และน่าจะเป็น Sensor เดียวกันกับ Alpha 580 และ SLT-55 ด้วยครับ เพราะดูจาก DXO Mark แล้วคะแนนได้เท่ากันเลย ดูคะแนน DXO Mark จาก คะแนน DXO ของ Sony Alpha a580 ร้ายกาจ เท่ากับว่าตอนเปิดตัว Nikon ไม่ได้บอกความจริงนะครับ เนี่ย

 

ที่มา http://www.goodmodo.com/หลักฐานว่า-nikon-d7000-ใช้-sensor-จาก-sony

Posted by: mrd2h | มกราคม 5, 2011

ทำโบเก้ สนุกๆ กันเถอะ

ในช่วงเทศกาลปีใหม่ สถานที่หลายๆที่ คงจะจัดแสงไฟประดับ ไว้สวยงามมากมาย ยกตัวอย่างเช่น สยามพารากอน       เซ็นทรัลเวิล์ด เป็นต้น โดยปกติแล้ว โบเก้ที่เราถ่ายออกมา จะเป็นกลมๆ ผมว่าเพื่อนๆคงเบื่อแย่ เอาล่ะครับ เรามาทำโบเก้ในลักษณะอื่นที่ไม่ใช่วงกลมกันดีกว่าครับ

อันดับแรกเรามารู้จักโบเก้กันก่อนนะครับ โบเก้  ก็คือ แสงสะท้อนด้านหลังของภาพที่ไม่โฟกัส ที่ตากล้องจะเรียกว่า “Out of focus”  จะเป็นแสงสะท้อนพราวๆ  ซึ่งคำว่า “โบเก้” นั้นมาจากภาษาญี่ปุ่น ที่แปลว่า “เบลอ”

ในที่นี้ผมจะขอใช้ เลนส์ 50 mm F1.8 นะครับ

เมื่อเรามีเลนส์แล้ว  ก็ขึ้นขั้นเตรียมอุปกรณ์ต่างๆ

1.กรรไกร

2.กระดาษสีดำ

3.วงเวียน

4.มีดคัทเตอร์

5.ไม้บรรทัด

ซึ่งเราก็วัดหน้าเลนส์ด้วยไม้บรรทัด ซึ่งเลนส์ 50 /1.8

เมื่อเราได้กล้อง พร้อมกับเลนส์ที่เราเตรียมไว้

ก็ออกจากบ้านครับ ไปหาแสงไฟจากสถานที่ต่างๆ ที่เค้าประดับประดาไฟ

เช่นตามงานต่างๆ

แล้วก็ลองถ่ายดูครับ

อ้อ…ลืมไป  การตั้งค่ากล้อง จะต้องใช้โหมด A หรือ AV เท่านั้น

แล้วก็เปิดรูรับแสง (F-stop)  ไว้ที่ 1.8 เท่านั้น

ลองถ่ายดูครับ  ปรับความเบลอของภาพด้วยตัวเอง

แล้วก็ดูภาพว่า “เบลอ” ดั่งใจหรือเปล่า

ที่จริงผมว่ามันใช้ได้กับเลนส์ทุกตัวนะครับ เพียงแต่ว่าถ้าใช้กับเลนส์ตัวอื่นโบแก้ที่ได้มันอาจจะเห็นไม่ชัดเท่านั้นเอง แต่พอใช้กับเลนส์ไวแสงๆ อย่าง 50 ที่ 1.8 มันเห็นโบเก้ชัดมาก

ผมเคยลองกับเลนส์ 18-55 Kit ก็ทำได้นะครับ

อ้อ การทำแบบนี้ควรเจาะช่องให้มีขนาดใหญ่หน่อย เพราะมันเสียแสงไปพอสมควรเลยล่ะ

ข้อมูล : http://www.2how.com/board/topic.php?id=29014

http://www.oknation.net/blog/print.php?id=409292

ภาพบางส่วน : http://www.diyphotography.net/diy_create_your_own_bokeh

http://boycanoneos.multiply.com

เพื่อนๆครับ เพื่อนๆเคยรู้กันรึเปล่าครับว่าการ การชาร์จแบตเตอร์รี่ Li-ion ที่ถูกต้อง เขาทำกันอย่างไร วันนี้ผมมีเกร็ดความรู้เรื่อง การชาร์จแบตเตอร์รี่ Li-ion ที่ถูกต้อง มาฝากเพื่อนๆกันครับ

แบตเตอร์รี่แบบ Li-Ion และรวมถึงแบตฯรุ่นใหม่ Li-Polymer ด้วย นั้นจะ นับรอบการชาร์จ (Cycle) ของแบตฯ ของตัวมันเอง ซึ่งรอบการชาร์จของแบต Li-Ion คือ ชาร์จรวมกันแล้ว 85 – 95 % ขึ้นไป (ขึ้นอยู่กับผู้ผลิตด้วย) ถึงจะนับเป็น 1 รอบ ไม่ใช่จำนวนครั้งในการชาร์จ อย่างที่เข้าใจกัน ตัวอย่างเช่น คุณชาร์จไปครั้งแรก ใช้ไปแค่ 20% ซึ่งแบตของคุณในตอนนั้นเหลือ 80% คุณก็ชาร์จไฟเข้าไปใหม่ คุณจะสามารถทำอย่างงี้ไป 5 ครั้ง ถึงจะ นับ 1 รอบ การชาร์จ ผมก็อปมาให้ดูจาก Help ของ Notebook IBM ครับ A cycle is defined as each time the battery discharges a total of 85% or more and is recharged it counts as one cycle. ผมใช้ไปสัก 20 – 30% แล้วชาร์จ ทำแบบนี้ไปราว 3 ครั้ง ตัวเลข Cycle จึงขึ้นมา 1 ครับ (แบตบ้าอะไรก็ไม่รู้ นับจำนวน Cycle ตัวเองได้ด้วย) แต่ถ้าเป็นแบต NiCd หรือ NiMH ก็นับจำนวนครั้งที่ชาร์จเลย

คงต้องบอกว่าตัวแบต Li-ion นั้นระหว่าง Notebook หรือ มือถือ นั้นเหมือนกัน ไม่ต้องบอกก็ดูจะรู้ครับเพราะว่ากรรมวิธีไม่ได้แตกต่างกันเลย มันก็แบบเดียวกันครับ นั้นหมายความว่าการนับย่อมเหมือนกันครับ สารประกอบ และธาตุที่เอามาทำแบตนั้นชนิดเดียวกันโครงสร้างเหมือนกัน ทุกส่วนครับ

ซึ่งถ้าปิดหรือเปิดเครื่องหรืออุปกรณ์ระหว่างชาร์จนั้นอันไหนได้ผลดีกว่ากัน อันนี้ผมไม่ขอสรุปเพราะว่ายังไม่มีการทดสอบและทดลองที่แน่ชัดครับ อันนี้คงแล้วแต่สะดวกมากกว่าครับ แล้วอีกอย่างถึงแม้แบตเราจะไม่ได้ทำการชาร์จเลยเป็นเวลานานก็ตามแบตก็จะเสื่อมไปเองภายในเวลา 3 – 5 ปีครับ อันเนื่องมากจากการทำงานของสารเคมีภายในที่หมดคุณภาพไปครับ หรืออาจจะเป็นเพราะข้อจำกัดของสารประกอบและกรรมวิธีของมันเองมากกว่าครับ อันนี้ผมไม่ขอตอบแน่ชัดเพราะว่ายังไม่มีรายงานใดๆ ออกมาครับจึงสรุปได้ไม่เต็มปากครับ แต่ที่สังเกตก็เป็นเช่นนั้นครับ ใช้ไม่ใช้ก็มีอายุเท่ากันแต่ใช้แล้วเนี่ยมันจะสั้นกว่า แต่ก็ไม่ต่างกันมากนักขึ้นอยู่กับปัจจัยหลายๆ อย่างเช่น

1.             การใช้เครื่องชาร์จที่ได้รับไฟฟ้าที่นิ่งๆ คือการได้รับไฟฟ้าที่ไม่มีไฟตกไฟเกินไฟกระฉาก ครับ อันนี้มีผล ต่อการชาร์จไฟที่มีคุณภาพ 10 – 20% ครับ

2.             อุณหภูมิในระหว่างการชาร์จ หรือประจุไฟควรประจุที่อุณภูมิปกติ และไม่มีความชื่นมากนักเพราะจะทำให้การถ่ายเทความร้อนทำได้ยากขึ้น

3.             ขั้วแบตและขั้วส่วนของเสียบสายชาร์จนั้นต้องมีการส่งผ่านไฟที่สม่ำเสมอ เพราะว่าทำให้การประจุไฟหรือการชาร์จเป็นไปอย่างราบรื่นและได้ผลที่ดี

4.             การหลีกเลี่ยงการทำแบตตกพื้นเพราะจะทำให้หน้าสัมผัสภายในเสียหรือหลุดได้โดยที่เราไม่รู้ รวมถึงทำให้สารประกอบต่างๆ รั้วไหลได้ (เป็นต้นเหตุให้ระเบิดได้)

5.             ควรใช้แบตอย่างถูกต้องตามแบบสารประกอบนั้นๆ เช่น NiCd ให้ใช้หมดก่อนแล้วชาร์จ NiMH , Li-ion , Li-Poly ลักษณะการใช้งานคล้ายมาก จะชาร์จตอนไหนก็ชาร์จเพียงแต่ NiMH นั้นยังมี memory effect ซึ่ง NiMH นั้นเป็นแบตที่เป็นต้นแบบของ Li-ion เลยก็ว่าได้เพราะว่าเอาแก้ไขส่วนของ memory effect ของ NiCD โดยเฉพาะครับ แต่ว่า Li-ion ทำได้ดีกว่า ส่วน Li-ion กับ Li-Poly นั้นแทบจะไม่มีหรือไม่มีเลย

6.             การชาร์จในตอนแรกที่ได้รับแบตมานั้น NiCD , NI-HM นั้นใช้ชาร์จ 12 – 14 ชม. 3 ครั้งทุกครั้งใช้แบตให้หมด เพื่อเป็นการกระตุ้นธาตุ Ni ครับ ส่วน Li-ion และ Li-Poly นั้นไม่ต้องครับ แค่ทำให้มันเต็มหรือชัวร์ๆ ก็ 3 ครั้งแรกชาร์จสัก 6 ชม. ก็พอครับ แต่ Li-ion อย่าทำให้แบตหมดเกลี้ยงเป็นอันขาดนะครับ เพราะจะทำให้แบตเสียได้ ส่วน Li-Poly นั้นแก้ไขส่วนนี้มาแล้ว และเป็นแบตที่มีน้ำหนักเบากว่า Li-ion ครับ

7.             หวังว่าคงเข้าใจพอสมควรแล้วนะครับ ลองหาอ่านได้จากหนังสือ แบตเตอร์รี่ของ Se-ed ครับผมจำได้ว่าการ สร้าง NiMH นั้นสร้างมาเพื่อลบจุดด้อยเรื่อง memory effect ของ NiCD ครับแต่ว่าไม่มากพอซึ่งมีบ้างแต่ไม่มีเท่าครับแต่ได้ความจุที่มากกว่า NiCD มากเลยนั้นคือสิ่งที่ดีของ NiMH ที่ดี แต่ด้อยตรงที่ NiCD นั้นคายประจุได้สม่ำเสมอและเที่ยงตรงมากที่สุดในแบตที่ชาร์จใหม่ได้ครับ …………… ทุกอย่างมีข้อดีและข้อเสียของมันครับ …………

ที่มา http://www.thaicyberpoint.com/ford/blog/id/175/

Posted by: mrd2h | พฤศจิกายน 25, 2010

คูเวตสั่งห้ามใช้กล้อง DSLR

จากหนังสือพิมพ์คูเวตไทม์ ได้มีการลงข่าวว่าการใช้กล้อง DSLR ถ่ายภาพในที่สาธารณะนั้นเป็นการกระทำที่ผิดกฎหมายของประเทศ ยกเว้นให้ถ่ายได้แต่ช่างภาพหนังสือพิมพ์เท่านั้น การตัดสินใจของรัฐบาลในครั้งทำให้กลายคนต้องเกาหัวกันไปตามๆ กัน….แล้วกล้องในกลุ่ม Micro ¾ ที่รูปร่างาคล้ายๆ กับ DSLR ล่ะจะใช้งานได้หรือเปล่าน้า…..

ที่มาของข่าว Engedget

หลังจากปล่อยให้ข่าวลือกันมานาน……มากในที่สุด Canon 60D ก็ได้ฤกษ์เ้ปิดตัวขายกันซักที

งั้นมาดูกันว่าใน Canon 60D นั้นมีอะไรกันบ้าง

1. สามารถถ่ายภาพได้ที่ความละเอียด 18 ล้านพิเซล

2. Sensor เป็น Digic 4 version ใหม่ที่มีความสามารถในการจัดการเรื่อง ISO ได้ดีขึ้นกว่าเดิม (จัดการเรื่อง Noise ด้วย)

3. เมื่อได้ Sensor upgrade ก็ได้ค่า ISO ที่เพิ่มเป็น 6400 และ Boost ได้ถึง 12800

4.  Hight light ของ Canon 60D คงเป็นจอขนาด 3″ ที่สามารถหมุนได้เโดยการหมุนจะเบี่ยงออกไปทางด้านซ้ายมือ(เหมือนกัน SX20) และจอให้ความละเอียดที่ 1,040,000 จุด

5. ถ่าย VDO ได้ที่ Full HD ได้ความเร็วสูงสุด 30 ภาพต่อวินาที

6. ความเร็วในการถ่ายภาพต่อเนื่องได้ที่ 5.3 รูปต่อวินาที

7. ใส่ Function สำเร็จรูปอย่างกลุ่มของ Scene mode มาให้ด้วยครับ

8. ความสามารถในการวัดแสงทำได้ดีขึ้นเป็น 63 Zone ซึ่งส่งผลทำให้การวัดแสงเฉพาะจุดหรือ Portrait เก็บรายละเอียดได้ดีขึ้นตามไปด้วย

9. การ Design body ให้สามารถจับได้ถนัดมือมากยิ่งขึ้น

พอได้เห็นคุณสมบัติใหม่ของ Canon 60D แล้วที่นี้มาดูราคาค่าตัวของ 60D ตัวนี้กันใน Website amazon เปิดตัว 60D body ที่ 1,099 USD หรือประมาณที่ 34,XXX บาท ที่นี้คงลองมาดูราคา Canon 50D body ปัจจุบัน ประกันร้านที่ขายกันทั่วไปอยู่ที่ 27,900 บาทส่วน Canon 7D ประกันร้านทั่วไปขายกันที่ 44,500 บาท ต้องบอกว่าเป็นราคาที่อยู่กลางระหว่าง D50 และ 7D ได้อย่างพอดิบพอดีเลยสิเนี่ย

ที่นี้คงต้องมาดูว่าราคาที่แพงขึ้นกับคุณภาพที่ได้มาคุ้มค่ากันหรือเปล่า…..จริงมั้ยครับ  ^_^

ตามสารคดีัหรือรายการกีฬา Extreme ต่างๆ ที่เราเคยได้ดูอย่างเช่นการแข่งรถทั้ง รถแต่ง รถ F1 รถมอเตอร์ไซค์ หรือ การกระโดดร่ม การเล่น board ต่างๆ จะมีการบันทึก VDO หรือ ภาพนิ่งเอาไว้ บางที่เราก็นึกไม่ออกว่าเขาใช้กล้องอะไรกันในการถ่ายภาพ หรือบางคนเคยสังเกตุก็จะเห็นกล่องเล็กๆ ที่ตัวที่หัวบ้าง ที่ข้างรถบ้าง เอ…มันคือกล้องใช่หรือเปล่า   ถูกต้องแล้วครับ มันคือกล้อง Digital อย่างหนึ่งที่ได้รับการออกแบบมาสำหรับการบันทึก VDO และภาพนิ่งสำหรับกีฬา Extreme ต่่างๆ เหล่านี้โดยตรงครับ

และวันนี้เราจะมาทำความรู้จักกลับกล้องชนิดนี้กัน กล้องชนิดถูกผลิตและจัดจำหน่ายในชื่อที่ GoPro ครับ และผมขอเรียกกล้องที่เรากำลังจะคุึยกันต่อไปนี้ว่า GoPro เลยล่ะกันนะครับ GoPro ทำกล้องออก 1 รุ่น( 1 รุ่นเท่านั้นเองจริงๆ) แต่มี Accessories ที่ใช้สำหรับกิจกรรมต่างๆ อย่างมากมาย  ที่นี้เรามาดูคุณสมบัติของกล้องกันก่อนว่ามันหน้าตาเป็นยังไงและทำอะไรได้บ้าง

ตัวกล้องมีขนาดเล็กไม่เิกินฝามือเนื่องจากต้องใช้กล้องในการติดที่หมวกกันน๊อก หรือตามตัวรถ ทำให้ต้องการกล้องที่มีขนาดเล็กและน้ำหนักเบา เลนส์ที่ติดมากับกล้องสามารถรับมุมภาพได้กว้างถึง 170 องศาหรือที่เราๆ เข้าใจกันว่าเลนส์ Fish eye นั่นเอง ตัวกล้องจะมีช่องใส่ Battery และ SD card ที่ด้านล่าง Battery สามารถถ่าย VDO ได้ต่อเนื่องถึง 2.5 ชั่วโมง รองรับ Card ที่มีความจุได้สูงสุดถึง 32 GB (โอ้ว….เยอะจริงเชียวตัวแต่เนี่ย!) มีจอ LCD ไว้ใช้ในการปรับเปลี่ยน Function ต่างๆ ที่ด้านหน้า (ปรับเปลี่ยน Function เท่านั้น ไม่สามารถแสดงผลภาพหรือ VDO ให้ดูได้) เพื่อเป็นการ Save น้ำหนักให้น้อยที่สุด……

แล้วคุณสมบัติอื่นๆละ

  • สามารถถ่ายวิดีโอระดับ HD ได้ที่ 720p, 960p,1080p ที่ 30, 60 fps
  • ถ่ายภาพนิ่งได้ละเอียดถึง 5ล้านพิกเซล
  • ตั้งถ่ายต่อเนื่องได้ทุกๆ 2, 5, 10, 30, 60 วินาที
  • และเมื่อใช้คู่กับ Housing คุณจะสามารถพากล้องลงไปในน้ำได้ลึกถึง 60 เมตร

เอาล่ะแล้วการใช้งานล่ะ แบบไหนที่มันจะเหมาะกันบ้านเรา หรือเราๆ ท่านๆ กันได้บ้าง  อย่างที่ผมบอกแล้วว่ากล้องตัวนี้ต้องมาพร้อมกับ Accessories เฉพะาทางกับการใช้งานของแต่ละประเภทด้วย เอางี้ผมอธิบายต่อกันด้วยภาพดีกว่าและ VDO ตัวอย่างกันดีกว่า รับรองว่าพอคุณดูกันแล้วต้องร้อง อ้อ…… ยังงี้นี่เอง และคงต้องหาไว้ใช้สักตัวแล้วล่ะสิ….. ^_^

Posted by: mrd2h | สิงหาคม 25, 2010

Canon S95 มาแล้วครับ

Canon S95 มาแล้วครับ

สำหรับใครที่รอ Canon S90 แล้วในส่วนของประักันร้านหลายๆ ที่แล้วหาของไม่ได้ คงต้องทำใจแล้วละ่ครับเพราะตอนนี้ Canon S95 เปิดตัวแล้วล่ะครับ เท่าที่ดูอาจจะมีการเปลี่ยนแปลงเล็กน้อยจาก S90 ครับ เดี๋ยวเขาประกาศออกมาแล้วคงได้เห็น Spec แท้ของ S95 กันอีกที่หนึ่ง เอา VDO มาดูยั่งน้ำลายกันก่อนล่ะกันครับ

Posted by: mrd2h | สิงหาคม 24, 2010

ทดสอบความทนทาน Nikon D90 กับ Canon 550D

ผมได้ Link นี้มาจากน้องใน Office อีกที่หนึ่ง เห็นจั่วหัวเรียกร้องความสนใจได้ดีที่เดียวครับ ก็แหมเอา D90 กับ 550D มายั่วนี่น่า แต่พอเข้าไปดูจริงๆ แล้วกลับเป็น Nikon D70 กับ Canon 400D ผมก็ว่าแล้วเชียวจกล้ากันขนาดนั้นเชียวหรอ แต่ไหนๆ ก็หลวมตัวมาดูแล้วนิ เอาดูหน่อยว่าเขาจะทำอะไรบ้าง

ดูตั้งแต่ต้นจนจบ…ความตั้งใจของการทดสอบความทดทานของกล้องในครั้งนี้เป็นการจำลองสถานการณ์ว่าถ้าเกิดเหตุบังเอิญต่างๆ เหล่านี้กับกล้องแล้วกล้องจะยังใช้งานได้อยู่หรือเปล่า เช่น กล้องกระแทกกำแพง ทำกาแฟหกใส่ ทำกรเป๋ากล้องตกกลิ้งลงมาจากบันไดเลื่อน ใช้กล้องเสริมพื้นรองเท้า เอากล้องใช้แทนฆ้อนไปตอกตะปู บังเอิญกล้องถูกไฟรน และบังเอิญของตกจากตึกสูงใส่กล้อง

เท่าที่ดูแล้วมันอังเอิญกันตรงไหนล่ะเนี่ยครับ พี่น้อง….. ผมว่าเป็นการทดสอบที่บ้าระห่ำมากกว่านะเนี่ย แต่เอาไว้ดูกันเล่นๆ ล่ะกันครับ แล้วเราจะได้รู้กันว่ากล้องที่เราใช้กันนั้นทนมือทนเท้า(จริงๆนะ) กว่าที่คิด ^_^

Older Posts »

หมวดหมู่

ติดตาม

Get every new post delivered to your Inbox.