Posted by: mrd2h | มกราคม 29, 2010

iPad ของเล่นชิ้นใหม่

อาทิตย์ที่แล้วเพิ่งคุยเรื่องความเป็นไปได้ของ iPhone ตัวใหม่ที่จะออกในปี 2010 ไปเองอาทิตย์ไปอ่านมากลายเป็นมีของเล่นใหม่ออกมาแทนซะก่อนแล้ว อันนี้ก็คือ iPad (ไอ-แพ็ด) นั่นเองแล้วไอ้เจ้า iPad คืออะไรและใช้ทำอะไรได้ ที่สำคัญจำเหมาะกับคอถ่ายภาพอย่างเราๆ กันหรือไม่ ลองมาดูรายละเอียดกันเลยดีกว่า

คงไม่มีคำอธิบายอะไรที่ง่ายไปกว่าการบอกว่า iPad คือ iPhone หรือ iPod touch ขนาดใหญ่ ด้วยลักษณะพื้นฐานที่แทบจะถอดแบบกันมา ทั้งกรอบดำ จอขนาดใหญ่ที่กินพื้นที่ทั้งหมด ปุ่ม Home ที่อยู่ด้านล่าง พร้อมปุ่มและพอร์ทต่างๆ ที่แทบจะไม่แตกต่างกัน สิ่งเดียวที่แตกต่าง คือขนาดหน้าจอที่ใหญ่กว่าซึ่งมีขนาด 9.7″  มีความหนาสูงสุดอยู่ที่ครึ่งนิ้ว และมีน้ำหนักประมาณ 0.68 กิโลกรัม หรือครึ่งหนึ่งของ MacBook Air พอดี

iPad

พื้นฐานที่ iPad เหมือนกันกับที่มีอยู่ใน iPod คือการดูหนัง ฟังเพลง เช็ค E-mail ดูรูปหรือเล่นอินเทอร์เน็ตได้อย่างไม่มีปัญหา​ และด้วยหน้าจอที่ใหญ่กว่า การพิมพ์อีเมลด้วยคีย์บอร์ดบนจอใหญ่ๆ หรือท่องเว็บก็ืทำง่ายขึ้น และ Apple ยังเปิดตัว iBooks โดยนำเสนอ iPad นี้ไปเปรียบเทียบกับ Kindle กับของ Amazon ซึ่งแน่นอนว่าในตอนนี้ iBooks ยังเสียเปรียบอยู่มากทั้งในเรื่องของจำนวนหนังสือที่ให้เลือก จนถึงตัว iPad เองที่ไม่ได้ออกแบบมาไว้สำหรับให้อ่านอย่างเดียวอย่าง Kindle ที่เบาหวิว แต่ iPad เองก็มีฟีเจอร์อื่นๆ มากมายที่อาจทำให้ผู้ใช้รู้สึกอยากที่จะจ่ายเงินก้อนเดียวเพื่อทุกอย่างไปเลยได้เช่นเดียวกัน และจอสีก็เป็นอีกจุดขายสำคัญ

สำหรับในการเล่นเกม จุดที่น่าสนใจของ iPad ที่สุดน่าจะเป็นขนาดจอ ใน iPhone หรือ iPod touch เดิมที่มีปัญหาสำคัญคือการควบคุมที่ต้องใช้การสัมผัสหลายๆ ครั้งมักจะทำให้นิ้วของผู้เล่นไปบังหน้าจอโดยไม่จำเป็น แต่ด้วยขนาดจอที่ใหญ่ขึ้นมากของ iPad จุดนี้อาจจะไม่ใช่ปัญหาอีกต่อไป คงจะเหลือเพียงความรู้สึกของการได้ขยี้ปุ่มเท่านั้นที่ยังไม่มีทางทดแทนได้จากอุปกรณ์เล่นเกมเจ้าอื่นๆ

ที่นี้มาดูเรื่อง Spec อย่างอายุการใช้งานของ Battery และ เรื่องที่มาที่ไปของหน้าจอว่าทำไมต้องเป็นอย่างนี้ด้วยกันต่อเลย

Apple ได้อ้างว่า iPad มีแบตเตอรี่ที่สามารถใช้งานทั่วไปได้ยาวนานถึง 10 ชั่วโมง ซึ่งคงเป็นเรื่องปกติที่ตัวเลขนี้จะมากกว่าสภาพการใช้งานจริงที่เราจะได้ใช้มัน แต่คำถามที่น่าสนใจคือ เราคาดหวังให้ตัวเลขนี้สูงแค่ไหน? หากเปรียบเทียบกับอุปกรณ์พกพาอย่างโทรศัพท์ตัวเลขนี้จะถือว่าน้อย ในขณะที่หากเราเทียบกับสารพัดโน๊ตบุ๊กและเน็ตบุ๊ก ตัวเลขนี้กลับกลายเป็นตัวเลขที่น่าตื่นตาตื่นใจขึ้นมาทันที และเพราะสิ่งนี้คืออุปกรณ์จำพวกใหม่ จึงยากที่เราจะมีตัวชี้วัดที่จะมาเปรียบเทียบว่าสภาพการใช้งานจริงๆ แล้วเราต้องการแบตเตอรี่นานแค่ไหน อย่างไรก็ตามหากดูจากภาพที่แอปเปิลนำเสนอมาในวีดีโอต่างๆ ดูเหมือนอุปกรณ์นี้จะมุ่งเน้นให้มีการใช้งานในสภาพที่เราอยู่กับที่มากกว่า เช่นนั่งอยู่กับบ้าน หรือที่ออฟฟิศ ซึ่งทำให้การหาที่เสียบสายชาร์จไปด้วยใช้ไปด้วยไม่ใช้เรื่องยากเท่าไหร่ รวมกับว่า iPad มีขนาดที่ใหญ่พอสมควร การจะพกพาติดตัวไปทุกวันอย่าง iPhone คงไม่ใช่สิ่งที่สามารถทำได้

ยังมีอีกสัญญาณหนึ่งที่ Apple แสดงถึงการที่ iPad ไม่ใช่อุปกรณ์ที่เน้นให้ใช้คนเดียวอย่าง iPhone หรือ iPod touch นั่นคือการเลือกใช้จอ LED LCD แบบ IPS ที่มีจุดเด่นที่สำคัญคือมุมมองที่กว้างกว่าจอแบบอื่นๆ มาก และย่อมทำให้ประสบการณ์การใช้ iPad กับคนอื่นที่นั่งหรือยืนอยู่ข้างๆ เราง่ายขึ้น แต่แน่นอนว่ามีข้อเสียที่สำคัญ นั้นคือการใช้พลังงานที่สูงกว่าตัวเลือกอื่นๆ อย่าง AMOLED ที่ Zune HD หรือ Nexus One ใช้

อีกข้อกังขาหนึ่งที่ทุกคนสงสัย คือทำไม Apple ถึงเลือกใช้จอขนาด 4:3 ยิ่งกับตัวเลข 1024 x 768 ที่มีกลิ่นไอของความโบราณซ่อนอยู่ เหตุผลหนึ่งที่เป็นไปได้คือ อุปกรณ์นี้จำเป็นต้องถือได้ด้วยมือเดียว (เพราะอีกมือต้องใช้สัมผัสเป็นหลัก) ในขณะที่ต้องสามารถปรับเปลี่ยนมุมมองได้ทั้งแนวนอนและแนวตั้ง การจับอุปกรณ์ลักษณะนี้ในแนวนอนที่มีอัตราส่วน 16:9 ด้วยมือซ้ายที่ขอบด้านซ้ายคงไม่ง่ายเท่าใดนักจนอาจจะต้องหาวิธีการจับแบบอื่นๆ ซึ่งเป็นรูปแบบที่ Apple ไม่ต้องการ หากเราสังเกตการออกแบบของ iPad จะพบว่ามีขอบรอบจอที่หนาผิดปกติ และเท่ากันรอบๆ ทุกด้าน ซึ่งแตกต่างจาก iPhone หรือ iPod touch ที่จะมีเฉพาะด้านบนและล่างเพื่อเป็นพื้นที่สำหรับอุปกรณ์พวกพอร์ทต่างๆ จะเห็นได้ว่า Apple ตั้งใจให้ผู้ใช้จับ iPad ในสภาพที่สามารถหมุนไปหมุนมาได้โดยง่าย โดยมือที่จับก็ยังไม่ไปสัมผัสจอจนทำให้โปรแกรมเข้าใจผิดไป

นอกจากนี้เรายังสังเกตได้ว่า Apple พยายามที่จะนำเสนอ iPad ว่ารูปแบบพื้นฐานของมันคือแนวตั้ง ทั้งจากภาพประชาสัมพันธ์ต่างๆ การถือของสตีฟบนเวที การเสียบบน Dock ตำแหน่งของปุ่ม Home หรือแม้แต่หน้าจอ Home Screen ก็ตาม เพราะนั่นคือแนวทางที่เหมาะสมในการถือ iPad นี้และอาจจะเป็นไปได้ว่า Apple ต้องใช้เวลาในการสร้างความเคยชินนี้ ก่อนที่จะออก iPad ที่กลายเป็น 16:9 หรือ 3:2 ต่อไป

ไม่แน่นะผมว่าต่อไปการนำ้เสนองานต่างๆ กับลูกค้าโดยเฉพาะช่างภาพมืออาชีพต่างๆ คงจะได้เห็นการใช้ iPad กันในอนาคตอันใกล้นี้อย่างแน่นอน ทั้งในเรื่องขนาดที่พอเหมาะและ Application ที่ง่ายและเป็นที่คุ้นเคยกันแล้วกับการใช้นิ้วลากแล้วขยายหรือย่อ หรือการเปลี่ยนรูป เอาไว้มันออกวางตลาดในไทยสิ ไม่เกินงานรับปริญญาปี 53 เนี่ยได้เห็นกันเกลื่อนแน่ๆ

เอ้าทีนี้มาดูเรื่องราคากันว่ามัน Ok แล้วใช่มั้ยเนี่ย

หากเราลองมาเปรียบเทียบ iPad 3G 16GB กับ iPhone 3GS 16GB องค์ประกอบที่ต่างกันหลักๆ ทางฮาร์ดแวร์มีเพียงกล้อง ขนาดเครื่อง ขนาดจอที่สุดท้ายแล้วน่าจะมีค่าใช้จ่ายที่สูงกว่า แต่ iPad กลับขายที่ $630 เทียบกับ iPhone 3GS ที่ราคาประเมินอยู่ที่ $700 จะเห็นได้ว่า Apple ตั้งใจตั้งราคา iPad ไว้ในจุดที่ต่ำกว่าปกติมาก และน่าจะมีกำไรสุทธิจริงๆ ต่ำกว่ามาตรฐานทั่วไป

คำถามคือ…ทำไม?

ประเด็นแรกที่อาจเป็นไปได้ คือการที่ Apple อาจคาดหวังการได้กำไรจาก iTunes Store, App Store และ iBookstore แต่ประเด็นนี้ก็อาจจะขัดกับประกาศผลประกอบการเมื่อไม่นานนี้ของ Apple ที่ระบุว่า กำไรจาก iTunes Store และ App Store น้อยมากหากเทียบกับรายได้จากการขายฮาร์ดแวร์

อีกประเด็นหนึ่ง คือการรีบแย่งพื้นที่นี้ไว้เพราะเป็นสมรภูมิที่หลายๆ คนกำลังจะเตรียมลงมาเล่น อุปกรณ์นี้ไม่ใช่ของที่จะมาแทนโทรศัพท์หรือคอมพิวเตอร์ แปลว่าผู้ใช้ต้องเจียดเงินเพิ่มเพื่อที่ว่างตรงนี้ จึงแน่นอนว่ามันต้องมีราคาถูกพอที่ผู้ใช้จะยอมจ่าย แม้ว่า $499 อาจจะยังแพงไปสำหรับหลายๆ คนในตอนนี้ แต่อย่างน้อยที่สุดก็คงสร้างฐานลูกค้าได้มากกว่า $999 ที่เคยลือกันไว้ และฐานลูกค้าเหล่านี้ก็จะมีประโยชน์กับตัว Apple เองในอนาคต เหมือนที่ iPod สามารถดึงให้ผู้ใช้หลายๆ คนมาใช้ Mac ได้ เป็นต้น

และที่ต้องขอขอบคุณไว้เช่นเคยครับ บทความที่ได้อ่านนี้ผมรวบรวมมาจากใน Blognone อีกทีนะครับและรูปสวยๆ จา่ก website apple

เนื่องจากวันก่อนผมได้ลองคุยกับพี่ที่ใช้ iPhone อยู่เห็นเขาเล่าให้ฟังว่าปีนี้ iPhone จะออกตัวใหม่ที่เจ๋งกว่าปัจจุบันอีก ประกอบกับช่วงนี้เพื่อนๆที่ร็จักกันก็แนะให้เทใจมาใช้ Blackberry อยู่เลยได้ทีที่ต้องทำการบ้านหาข้อมูลเพิ่มซะหน่อยแล้วว่าจะย้ายไป Blackberry ดีหรือว่ารอดู iPhone ตัวใหม่ก่อนดีกว่า สำหรับคนไม่ค่อยมีเวลา Update เราลองมาดูกันว่าข่าวคราวของ iPhone ตัวใหม่จะเป็นยังไงกันบ้าง ที่มาของข้อมูลทั้งหมดผมอ่านมาจาก blognone ในหัวของ iPhone อีกทีหนึ่งนะครับ

เริ่มด้วยการมาดูยอดผู้ใช้ iphone กันก่อนดีกว่าว่าตอนนี้มีผู้ใช้กันเป็นยังไงบ้างแล้ว

จากข้อมูลของ comScore รายงานว่าตอนนี้ส่วนแบ่งตลาดของไอโฟนนั้นมากกว่า Windows Mobile แล้วในประเทศสหรัฐอเมริกา โดยข้อมูลนั้นได้มาจากการสำรวจเป็นรายเดือน จากข้อมูลตอนนี้สหรัฐอเมริกามีผู้ใช้ Smartphone ถึง 36 ล้านคนจากผู้ใช้โทรศัพท์มือถือทั้งหมด 196 ล้านคน โดยกว่า 40% ของกลุ่มผู้ใช้ Smartphone นั้นกำลังใช้อุปกรณ์ที่รัน BlackBerry OS จาก Research in Motion ส่วนไอโฟนนั้นอยู่เป็นอันดับที่สอง มีส่วนแบ่งตลาด Smartphone ที่ 25%นอกจากนี้ยังมีรายงานอีกว่าไอโฟนครองส่วนแบ่งตลาด Smartphone ในญี่ปุ่นได้มากถึง 46% โดยตัวเลขนี้มาจาก MobileCrunch ซึ่งเป็นการนับรวมผู้ใช้ iPhone 3G และ iPhone 3GS เข้าด้วยกัน ตอนนี้ผู้ใช้ไอโฟนในประเทศญี่ปุ่นมีประมาณ 3 ล้านคน เรียกได้ว่า 10% ของยอดขายไอโฟนทั่วโลกอยู่ในญี่ปุ่นนั่นเอง

แล้ว iphone จะรองรับระบบ CDMA เพราะตอนนี้ผมใช้ Hutch อยู่จะได้พกแค่เครื่องเดียว

จากรายงาน BusinessWeek กล่าวว่า Verizon ผู้ให้บริการเครือข่ายโทรศัพท์มือถือระบบ CDMA ของสหรัฐได้ออกมากล่าวว่าทางบริษัทได้ทำการอัพเกรดเครือข่ายทั้งหมดเพื่อรอไอโฟนไว้แล้ว Verizon เห็นว่าผู้ใช้ไอโฟนหลายคนได้ออกมาบ่นว่าความสามารถของเครือข่ายของ AT&T นั้นเป็นปัญหามาก และทางบริษัทเองก็ “น่าจะ” เป็นผู้ร่วมธุรกิจที่ดีกับแอปเปิลหลังจากที่สัญญาผู้ให้บริการไอโฟนแต่เพียงผู้เดียวระหว่าง AT&T กับแอปเปิลหมดลง

จากรายงานต่าง ๆ ที่ผ่านมานั้นไอโฟนได้เพิ่มยอดการใช้งานรับส่งข้อมูลบนเครือข่ายของ AT&T นั้นเพิ่มขึ้นกว่า 5,000% ในเวลาเพียงไม่กี่ปี สำหรับ Verizon แล้ว ตอนนี้ก็เหลือแค่รอให้แอปเปิลเข้ามาหาเท่านั้น

แต่อย่างไรก็ดีแม้ว่าจะมีการคาดเดาจากหลายสำนักถึงการที่แอปเปิลกำลังจะทำ iPhone ในระบบ CDMA ที่จะสามารถใช้กับ Verizon ที่สหรัฐฯ ได้ จนนำไปสู่ทฤษฎีที่ว่าเราน่าจะได้เห็น Verizon ขาย iPhone ในกลางปี 2010 เมื่อสัญญาระหว่างแอปเปิลกับ AT&T หมดลงนั้น Maynard J. Um จาก UBS Investment Research ระบุว่าแอปเปิลกับ Verizon อาจไม่สามารถหาข้อตกลงในเรื่องของราคากันได้

หากเปรียบเทียบกันแล้ว ปัจจุบันแอปเปิลได้รายได้จากการขาย iPhone กับ AT&T อยู่ที่ประมาณ $700 ต่อเครื่อง ซึ่งหากเปรียบเทียบกับตัวเลข $450 ที่ Motorola ทำได้จาก Droid ที่ขายกับ Verizon แล้ว คงเป็นไปได้ยากที่สองบริษัทจะหาข้อตกลงเรื่องส่วนแบ่งนี้กันได้

นอกจากนี้ไม่กี่สัปดาห์ก่อนหน้านี้ นักวิเคราะห์ Shaw Wu จาก Kaufman Bros. ได้ให้ความเห็นว่าแอปเปิลกับ Verizon มีส่วนที่ทับซ้อนของตลาดกันมากเกินไป ทั้งในเรื่อง App Store ที่ Verizon มีแผนการที่จะทำเอง หรือ iTunes Store กับ V CAST ซึ่งอาจจะทำให้เกิดความขัดแย้งในเรื่องของผลประโยชน์ได้ง่ายกว่าการทำสัญญากับ AT&T แบบที่ผ่านมา

อย่างไรก็ตาม หลายๆ สำนักได้ให้ความเห็นตรงกันว่า iPhone สำหรับ CDMA น่าจะมีในช่วงกลางปี 2010 อย่างแน่นอน ไม่ว่าจะเป็นเครื่องเดียวที่รองรับทั้ง GSM/CDMA หรือแบ่งสองรุ่นกันอย่างชัดเจนก็ตาม โดยตลาดที่เป็นไปได้ที่สุดน่าจะเป็นประเทศจีนหรือญี่ปุ่นเป็นหลัก

เออ…….แล้วทาง iPhone จะมีการออกเครื่องใหม่อีกหรือเปล่าเนี่ย…………..

ทาง Korea Times มีรายงานจากแหล่งข่าวหนึ่งได้ระบุว่า iPhone รุ่นถัดไปของแอปเปิลจะใช้จอ OLED, มีฟังก์ชันการสนทนาด้วยวีดีโอ, ใช้ซีพียูที่มีสองคอร์ และน่าจะถอดเปลี่ยนแบตเตอรี่ได้ แหล่งข่าวนี้ระบุว่า แอปเปิลน่าจะเปิดให้ลูกค้าองค์กรใช้อุปกรณ์นี้ก่อนในช่วงเดือนเมษายนเพื่อทดสอบ ก่อนที่จะขายให้กับบุคคลทั่วไปในช่วงเดือนมิถุนายนซึ่งเป็นเวลาออกรุ่นใหม่ของ iPhone ตามปกติ ถ้าข่าวนี้เป็นจริง มีความเป็นไปได้สูงที่ iPhone จะใช้ซีพียูสถาปัตยกรรม Cortex-A9 จาก ARM ที่มีขีดความสามารถในการเพิ่มสัญญาณนาฬิกาสูงสุดที่ 2GHz นอกจากนี้แล้วทาง TG Daily ยังรายงานว่าในขณะนี้ทั้งจอ LCD และ OLED ขนาด 10 นิ้วกำลังขาดตลาดอย่างรุนแรง และแทบจะไม่มีใครหาซื้อได้ เนื่องจากแอปเปิลได้สั่งซื้อจอเหล่านี้เกือบทั้งหมดในตลาดไป

นอกจากนี้ทาง AppleInsider รายงานว่า Moscone West ได้ถูกจองช่วงวันที่ 28 มิถุนายนถึงวันที่ 2 กรกฎาคมปีหน้านี้แล้วสำหรับ Event ของบริษัทที่ไม่ได้ถูกเปิดเผยชื่อ ซึ่งคาดว่าน่าจะเป็นงาน WWDC ที่แอปเปิลได้จัดขึ้นให้กับนักพัฒนาโปรแกรมทุก ๆ ปีแต่ดูเหมือนว่าความสำคัญของวันนี้ได้เปลี่ยนไปเป็นวันเปิดตัวไอโฟนรุ่นใหม่เสียแล้ว หากดูจากเทรนด์ของปีที่ผ่าน ๆ มา ที่แอปเปิลได้ทำการเปิดตัว iPhone 3G ที่งาน WWDC 2008 และ iPhone 3GS ที่งาน WWDC 2009 โดยงาน WWDC ดังกล่าวถูกจัดขึ้นในเวลาประมาณกลางปีทั้งสิ้น

สรุปแล้วมีความเป็นไปได้สูงมากๆที่จะได้เห็น iPhone ตัวใหม่ในช่วงกลางปีนี้อย่างแน่นอนล่ะ แต่กว่า Authorize Dealer ซึ่งตอนนี้เป็น True กว่าจะได้ Quota ขายอย่างเป็นทางการผมว่าคงคล้ายๆ กับ iPhone 3Gs ที่ต้องรอไปอีก 4-5 เดือนหลังจากเปิดตัวอย่างเป็นทางการไปแล้ว เอาคราวๆ ก็คงเป็นเกือบๆ ต้นปี 2011 โน่นกระมั้งครับ

ในความเห็นส่วนตัวผม ถ้าใครจะซื้อ iPhone ผมว่ามันเป็น Multimedia phone ที่เป็นเพื่อนเล่นยามว่างได้เป็นอย่างดีระหว่างการเดินทาง หรือสำหรับคอถ่ายภาพแล้วก็ต้องถือว่าเป็นหนึ่งในอุปกรณ์เก็บ Profile ได้เป็นอย่างดีที่เดียว ส่วน Blackberry นั้นน่าจะเหมาะกับนักธุรกิจที่ต้องติดต่องานผ่าน Mail เยอะน่าจะคุ้มกว่าเน้อ…..

ใครเห็นยังไงช่วยบอกด้วยสิตอนนี้ลังเลคิดไม่ตกว่าจะเอาตัวไหนดีเน้อ…….หรือว่าเก็บเงินไว้ไปถอยเลนส์ดีกว่า  ^_^

Posted by: mrd2h | มกราคม 14, 2010

แนวโน้มกล้อง Compact ในปี 2010

จากการสรุปและพยากรณ์ของ CES international ซึ่งเป็นหน่วยงานที่จัดงานแสดงสินค้าเกี่ยวกับอิเล็คโทรนิคที่ใหญ่ที่สุดแห่งหนึ่ง ได้มองภาพรวมเกี่ยวกับตลาดกล้อง Compact ได้ในด้านต่างๆ ดังนี้

เรื่องขนาดของภาพที่จะทำได้จากกล้อง Compact

ต่อไปความสามารถในการถ่ายภาพได้ของกล้อง Compact จะไม่หยุดอยู่ที่ 12 ล้านเมกะพิกเซลแต่น่าจะเป็นมาตราฐานใหม่ที่ 14 ล้านเมกะพิกเซล  แต่ก็ยังมีบางค่ายอย่างเช่น Panasonic ที่หันลูกเล่นมาที่เพิ่มที่เรื่องเลนส์มุมกว้างขนาด 28 mm แทนและน่าจะเป็นอีกหนึ่งทางที่กล้องค่ายอื่นๆ จะเอาใช้แทนการเพิ่มแต่จำนวนพิกเซลแต่เพียงอย่างเดียว ไม่แน่ในอนาคตเราอาจจะเป็นกล้อง Compact ที่่ใช้เลนส์ที่ 25 หรือ 24 mm แทน

(ความเห็นส่วนตัวนะครับ….ไม่ค่อยสนับสนุนเนื่องการเพิ่มจำนวนพิกเซลซะทำไรเลย ในการเปลี่ยนแปลงรุ่นและมาเพิ่มราคาน่าจะเอาไปเพิ่มในด้านอื่นแทนอย่างเช่นเลนส์ที่คุณภาพดีๆ หรือไปใส่ในตัวประมวลผลให้ได้คุณภาพที่ดีขึ้นน่าจะดีกว่าเน๊อะ แต่อย่างว่าการเพิ่มจำนวนพิกเซลมันง่ายกว่าและต้นทุนก็น้อยกว่าด้วย….   “_ _   ช่วยไม่ได้นี่นา แต่ได้เรื่องเลนส์มุมกว้างมาเป็นกระแสรองอีกอย่าง อย่างน้อยก็ได้ทางเลือกเพิ่มขึ้นซึ่งผมเห็นด้วยกว่ามากเลย  ต้องขอบคุณ Panasonic นะเนี่ย)

ความสามารถในการถ่าย VDO และลูกเล่นอื่นๆ

ต่อไปกล้อง Compact ที่ถ่าย VDO ได้จะเขยิบจากคุณภาพธรรมดามาเป็น HD (ที่ความละเอียด 720) มากขึ้น ซึ่งทาง Sony ได้ก้าวข้าวไปโดยการนำเสนอ Full HD (ที่ความละเอียด 1080i) แทน และสิ่งที่รอบรับกับการถ่ายภาพ VDO ก็ึคงไม่พ้น การ์ดในการเก็บบันทึกที่จะมีความสามารถในการจุที่มากขึ้น อย่าง Panasonic ได้ประกาศการ์ดรุ่นใหม่ขนาด 64 GB โดยให้ชื่อเรียกว่า SDXC นอกจากนี้บางค่ายก็ได้เพิ่มลูกเล่นอย่าง GPS, WI-FI และ Bluetooth เข้าไปในกล้องด้วย

กล้อง 10-12 ล้านเมกะพิเซลก็ยังไม่ถึงกับตายไปซะที่เดียวหรอกนะ

แม้ว่าแนวโน้มการเพิ่มจำนวนพิเซลนั้นจะมีมากขึ้นแต่ด้วยการยังคงใช้ตัวประมวลผลอย่าง CCD ในกล้องบางรุ่นของ Canon หรือ Casio ที่ต้องขับเคียวกับตัวประมวลผลอย่าง CMOS สิ่งที่พอจะทำได้คือการปรับปรุงคุณภาพในการถ่ายภาพในสถานที่แสงน้อย  การถ่ายภาพให้ต่อเนื่องให้ดีขึ้น รวมถึงเรื่องความเร็วของ Shutter speed ด้วย

รูปร่างและสีสัน

ตอนนี้กระแสของกล้องที่มีขนาดบางและเป็นระบบ touch screen มีมามากขึ้นเรื่อยๆ และด้วยอิทธิพลจาก Smart phone ต่างๆ โดยเฉพาะ Iphone ที่ใช้เทคโนโลยี่ด้าน touch screen ทำให้หลายๆคนคุ้ยเคยกับการใช้งานอุปกรณ์ที่เป็น touch screen มากขึ้นมาก นอกจากนี้สีสันของกล้องซึ่งจากเดิมจะเห็นแต่สีเงินหรือดำเท่านั้น แต่เดี๋ยวนี้จะเห็นได้ชัดเลยว่ากล้องมีสีสันต่างๆ มากขึ้นมาก

แล้วกล้องปีนี้ที่จะออกจะมีอะไรอีกบ้างคงต้องรอดูที่งาน PMA 2010 ในเดือนกุมภาพันธ์นี้นะครับ

Posted by: mrd2h | มกราคม 7, 2010

Nikon D900 จริงหรือไม่

วันนี้ได้มีโอกาสเข้าไปอ่านข่าวลือที่เกิดขึ้นในวงการกล้อง เริ่มที่ Nikon rumor ไปสะดุดกับเรื่องของ Nikon D900 (น่าจะเป็นตัวใหม่ที่ Upgrade จาก D700 ปัจจุบันซึ่งเป็นกล้องในตระกูล DSLR แบบ Full frame) แต่ที่งงหน่อยก็คือทำไมไม่เป็น Nikon D800 ฟ่ะกระโดดไปเป็น D900 ทำไมเนี่ย แต่ช่างมันเต๊อะ ลองมาดูที่มาที่ไปของข่้าวลือกันดีกว่าว่าทำไมเขาถึงได้เชื่อว่า Nikon D900 จะออกมาเร็วๆ นี้

เรื่องแรกมาจาก ขนาดของหน้าจอ LCD ที่มีขนาดใหญ่กว่าเดิม (ดูจากรูปประกอบ) น่าจะมีขนาดประมาณ 3.5 – 4 นิ้วได้ในตัวกล้องที่เอามาแสดงนั้นก็มีการเอาผ้ากาวมาปิดตัว Body ไว้ไม่ให้เห็นชัดๆว่าเป็นตัวไหน จะเป็น Nikon D3….   หรือว่าจะเป็น D90…. หรือเปล่านะ

เรื่องที่ 2 กระเป๋ากล้องของ Nikon ที่รองรับการกล้อง Nikon D900 อันนี้เห็นกันจะจะไปเลยว่ามีเขียนรุ่นนี้ไว้ใน Tag จริง ลองดูได้ที่  ebay link นี้นะครับ

เรื่องที่ 3 เป็น Battery ซึ่งมาจาก Website battery upgrade พบว่ามี Battery ที่รองรับกับกล้อง Nikon D900 ด้วยซึ่งตัว EN-el3e นั้นเป็น Battery รุ่นเดียวกับที่ใช้ใน Nikon D90 จะว่าพิมพ์ผิดก็ไม่น่าใช่เพราะว่าท้ายสุดของหน้า web ได้มีรุ่นแยกไว้อย่างชัดเจนระหว่าง Nikon D90 และ Nikon D900 ครับผม

เรื่องที่ 4 ถ้าลองใช้ google.com แล้วพิมพ์คำว่า Nikon D900 ไปจะพบว่า Amazon ซื้อ Adword(เป็นเทคนิคที่ใช้ในการโฆษณาร้านค้าอย่างหนึ่งใน google โดยร้านที่ต้องการให้ลูกค้ารู้ว่าร้านตัวเองมีสินค้าที่ลูกค้ากำลังหาอยู่นะ ลองกด link เข้าไปดูสิ) และเมื่อกดแล้วจะไปเจอที่ Nikon D700 แทน (อันนี้ผมลองแล้วเหมือนกันแต่เนื่องจากเราใช้ Host ในไทยไม่แน่ใจว่าไม่อยู่ในขอบเขตของ Amazon ในการโฆษณามั้งเลยทำให้ผมไม่เจอตัวโฆษณาของ Nikon D900 ใน google) แต่มาฟังทาง Nikon rumor เล่าต่อดีกว่ากำลังมันส์เชียว  ทาง Nikon rumor ได้บอกอีกว่า ตอนนี้ Amazon นั้นเป็นเจ้าของ Dpreview (website ชื่อดังในการ Review กล้องและอุปกรณ์ต่างที่เราส่วนใหญ่รู้จักกันดี) ซึ่งโดยทั่วไปแล้วทาง Dpreview จะได้สินค้ามาทดสอบ และถ้าตามกันตลอดจะเห็นได้ว่า Amazon จะมีสินค้ามาขายก่อนประกาศขายอย่างเป็นทางการประมาณ 2-3 ชั่วโมง (เขารู้ก่อนได้อย่างไรเนี่ย) ทั้งๆ ที่ร้านขายกล้องใหญ่ๆ เจ้าอื่นๆ อย่าง B&H หรือ Adorama ยังใช้เวลาประมาณ 2-3 วันด้วยซ้ำไปกว่าจะขึ้นสินค้าใหม่ในหน้า webiste ของตัวเอง

ด้วยที่มาและที่ไปของเหตุผลทั้งปวงข้างต้นเลยทำให้ Nikon rumor ฟันธงว่า Nikon D900 จะต้องออกมาเร็วๆ นี้อย่างแน่นอนครับผม

อันนี้เป็นการจัดอันดับของ website : dxomark.com ครับโดยตัวที่ผมเลือกมาจะเป็นกล้อง DSLR ที่เราส่วนใหญ่จะไปคุ้นๆ รุ่นกันอยู่เป็นหลักครับ ส่วนตัวเต็มลองไปดูที่นี่ครับ  dxomark ranging

เรื่องการจัดอันดับนั้นเอาไว้ดูเป็นแนวทางนะครับ สำหรับผมอยู่ที่ความชอบเป็นหลักถ้าชอบแล้ว อันดับในใจ เราก็ชนะตัวอื่นอยู่ดีครับ

ขอให้เที่ยวปีใหม่นี้สนุกทุกคนนะครับ แล้วไว้เอารูปมาฝากกันเยอะๆ ด้วยล่ะ

แล้วพบกันใหม่ปี 2553 คร้าบ………………

ช่วง 1-2 ปีมานี้ตลาดกล้องขยายตัวเร็วมาโดยเฉพาะปี 52 สาเหตุหลักผมว่าคงมากล้องที่มีราคาถูกทั้ง Compact และ DSLR พอซื้อกล้องมาแล้วหลายคนก็ใช้เฉพาะตอนไปเที่ยว หรือมีเทศกาลให้ถ่ายพอลองมานับไปนับมา เอ……..  ลงทุนไปกับกล้องก็ไม่น้อยโดยเฉพาะกล้อง DSLR แล้วจะใช้ยังไงให้คุ้มดีหน่อ เมื่อ 2 วันก่อนมีเพื่อนมาซื้อกล้องที่ร้านเป็น DLSR บอกว่าซื้อไปถ่ายรูปลูก ตัวเก่าที่ใช้อยู่หมดสภาพไปแล้วใช้มา 2 ปีกว่าเท่ากับอายุลูกคนโต คุณเืพื่อนท่านนี้บอกว่าแค่นี้ก็คุ้มแล้วถ่ายรูปลูกตัวเองเป็นหลัก ผมว่าบางคนก็มีเน้นถ่ายแฟนตัวเองเป็นหลักเนื่องจากฝ่ายหญิงก็ชอบเป็นนางแบบ ส่วนฝ่ายชายก็อยากได้ลองฝีมือถ่ายภาพ แล้วยังมีเหตุผลไหนที่ใครซื้อกล้องไปถ่ายหรือชอบแนวการถ่ายแบบอืนอีกบ้าง โดยส่วนตัวผมก็คงเหมือนท่านทั่วๆไป ถ่ายเพื่อน ถ่ายครอบครัว เวลาไปเที่ยวด้วยกัน แต่ยังมีอีกแบบที่ชอบคือวันว่างเดินไปตามแหล่งท่องเที่ยวที่เดินได้สะดวกหน่อย อย่าง เยาวราช สำเพ็ง สนามหลวง ท่าพระอาทิตย์ หรือที่ต่างๆ แล้วพกกล้องไปถ่ายภาพซึ่งแนวการถ่ายภาพแบบนี้หลายคนเรียกว่า “Photo street” ถ้าให้คิดง่ายๆ ก็เหมือนกันกับที่เวลานักท่องเที่ยวต่างชาติมาเที่ยวบ้านเรา เห็นอะไรก็ถ่ายไปเรือยนั่นแหละครับ วันนี้ไปอ่้านใน website: www.digital-photography-school.com มีหัวข้อเรื่องเทคนิคการถ่ายภาพแนว Photo street มาด้วยก็เลยเอามาให้หลายๆ ท่านได้อ่านกันดูเผื่อไว้ใช้เป็นแนวในทางในการถ่ายภาพเพิ่มเติมครับผม

1. Less is More – don’t take too much equipment and travel light. It’ll make you less obtrusive and you will be able to move around for the best shot quickly.
2. Off the Beaten Track – don’t just go to all the touristy shots – try to get ‘behind the scenes’ and ‘real life’ scenes.
3. Stolen Moments – anticipate moments between people before they happen.
4. True Colours – black and white is often where it’s at with street photography but at times colourful situations arise and can really make a shot – be on the look out for these.
5. In the Background – what’s goign on behind your subject can actually ‘make’ the shot. Billboards, signs, graffiti and other visual elements can really make a statement in a shot.
6. Dare to Go Diagonal – don’t just hold your camera horizontally – experiment with angles. Street photography is a less formal medium – make the most of it.
7. Opposites Attract – shots which challenge the ‘norm’ in terms of composition and story/subject matter can be powerful. Look out for ’surprising’ subject matter and composition.
8. What a Performance – street performers, parades and other street entertainment can be great subject matter on the street.
9. Off the Streets – other places where people gather in number can lead to great shots in this genre – zoos, fairs, shows, parks, sporting events etc all can be worth trying.
10. New Angle – find ways to get up high or down low – these new perspectives on subjects that are familiar can lead to eye catching shots.
11. Practice makes Perfect – over time and with practice your photography will improve. You’ll not only get better at technique but also spotting the things to focus upon on the street.
12. Fortune Favors the Brave – sometimes the best thing you can do is to get close to your subject – this can be a little confronting but will produce powerful images
13. Fun in the Sun – often we try to avoid shooting into the sun and the shadows that direct sunlight can produce – in street photography breaking these ‘rules’ can lead to great shots.
14. Ready to Pounce – have your camera out and ready to shoot at all times. Things can move quickly on the street so if you’re not ready you’ll miss lots of opportunities.
15. Revise the Revisit – street photography is not all about spontaneity – if you see a scene with potential don’t be afraid to keep coming back to it until you get the shot.
16. Frozen Motion – the street is a place of movement – to capture it and still get sharp shots make sure your shutter speed is fast enough. 1/125 or more with an ISO of 400 is what this article recommended as a base. I also think it can be fun to experiment with slower shutter speeds on the street – capture the movement as blur.
17. Street Wallpaper – blend in with the scene – shoot unobtrusively and unnoticed.
18. Life Through a Lens – ‘exaggerating perspective will help set your subject in context and provide a more forgiving depth of field’ – use a wide angle lens (or even a fisheye).
19. Expect the Expected – people can be suspicious of street photographers so shoot in places where people expect to see people doing photography. Smile, be polite and be willing to delete images if people protest.
20. Location, Location, Location – really this is what it is all about. Choose places where people interact with one another and times when they are present.
ได้แนวทางไปเพิ่มกันแล้ว อย่าเก็บกล้องไว้ในกระเป๋านะครับ ลองเอามันออกมาใช้บ้าง
การเดินทางไปถ่ายแบบ Photo street นั้นหลายคนคงรู้เขินๆกับครั้งแรกๆ ถ้าไปคนดียว
ลองหาเพื่อน คอเดียวกัน ซักคนสองคนไปด้วยกันดูสิครับ
เอ…. หรือไว้คราวหน้าผมไปจะไปที่ไหนแล้วผมจะบอกล่วงหน้าดีม่ะ ผมจะได้หาเพื่่อนคนเดียวกันไปด้วยกันอีกคน ; )
Posted by: mrd2h | ธันวาคม 18, 2009

Canon G11 full review จาก d-preview

หลังจากที่ Canon G11 ออกมาแทนที่ G10 ได้พักใหญ่ในที่สุด d-preview ก็ได้ทำ Review ฉบับสมบูรณ์มาให้เราได้อ่านกัน เมื่อสัปดาห์ที่แล้วผมว่าเพิ่มแปล Review ของ Nikon D3000 ไปเองนะเนี่ย การออก Full review มาในช่วงนี้ผมว่าก็เป็นช่วงเวลาที่เหมาะที่เดียวเนื่องจากเป็นช่วงที่หลายๆ คนกำลังเล็งกล้องใหม่กันอยู่ซึ่งที่ผ่านมาผมเองก็เน้นการให้ข้อมูลไปทางกล้อง DSLR ซะเป็นส่วนมาก คราวได้โอกาสมาดูที่กล้อง Compact กันบ้างก็ดีเหมือนกัน แต่จะเรียกว่ากล้อง Compact แบบทั่วไปก็คงไม่ได้อีกอยู่ดีคงต้องเรียกว่า Top compact ดีกว่ามั้ง? เนื่องจากเป็นกล้องขนาด Compact ที่สามารถถ่ายภาพในสกุล RAW ได้ด้วย(เป็น File ภาพอย่างหนึ่งที่เราจะพบในกล้อง DSLR มากกว่า) และยังมีการออกแบบปุ่มการใช้งานหลายอย่างให้อยู่ตามส่วนต่างๆ ของ Body เพื่อให้เกิดความสะดวกในการปรับ(ทำให้คล้ายกับกล้อง DSLR มากยิ่งขึ้น) เราล่ะแค่นี้ก็อรัมภบทเองมาหลายบรทัด เราลองมาอ่านงาน Review ของคุณ Richard Butler ซึ่งเป็นผู้ทำ Review G11 ตัวนี้กันดีกว่า อ้อบอกันอีกที่ก่อนนะครับอันนี้ผมแปลเอาใจความสำคัญๆ เนื้อหาบางส่วนนะครับ

กล้องตระกูล G-series ถือได้ว่าเป็นกล้องระดับ Top สุดในสายกล้อง Compact ด้วยกันของ Canon และหลังจากเปิดตัวมาก็ได้รับความสนใจมากที่เดียว ซึ่งกล้องยี่ห้ออื่นที่ออกมาในรุ่นที่เป็นคู่แข่งกับ G-series ได้นั้นคงจะมีเพียง Panasonic LX3 ที่ว่าพอประสบความสำเร็จ แม้แต่ Ricoh GX-series หรือ Nikon P-series ก็ยังไม่ดังเท่ากับ G-series ของ Canon และเพื่อเป็นการรับมือกับ G-series ของ Canon Olympus และ Panasonic ได้ออกกล้องในตระกูล Micro four third ออกมาอย่าง Olympus EP1 และ EP2 ส่วน Panasonic GF1 เป็นต้นซึ่งทั้ง 2 ตัวนี้นอกจากจะมีขนาดเดียวกับกล้อง Compact แล้วยังสามารถถอดเปลี่ยนเลนส์ได้อีกด้วย ซึ่งต่างจาก G-series ของ Canon ที่ยังไม่สามารถถอดเปลี่ยนเลนส์ได้

การออกแบบ กล้อง Canon G11 นั้นมีลักษณะที่ละม้ายคล้ายคลึงกับ G10 แต่จะมีขนาดที่ใหญ่กว่าเล็กน้อยเนื่องจากการเปลี่ยนรูปแบบของจอ เป็นแบบจอหมุนได้ แต่ก็ยังคงความเป็นกล้องในตระกูล G ไว้เช่นเดิมทำใหดูจากภายนอกแล้วคล้ายกับกล้อง Film ในอดีต นอกจากนี้ปุ่มการปรับค่าต่างๆ นั้นก็ยังคงไว้ที่เหมือนกับ G10

ค่า ISO กับ Noise ก่อนที่จะไปเปรียบเทียบผลของการปรับค่า ISO กับ Noise ณ ที่ค่า ISO ต่างคงต้องมาดูเรื่องค่า ISO ที่เกิดขึ้นก่อนเนื่องจากผลทดสอบออกมาว่าค่า ISO ที่ปรับได้จากกล้องนั้นกลับไม่ตรงกับค่ากลางที่ควรจะเป็นนะสิ ลองดูจากตารางกันดีกว่า

และนี่คือผลทดสอบที่ได้จากการปรับ ISO ภาพแรกเป็นกราฟแสดงให้เห็นว่าในส่วนของค่า Chroma  ซึ่งจะเห็นได้ว่า Canon G11 สามารถจัดการเรื่อง Noise ที่เกิดขึ้นได้ดีกว่า G10 เยอะเลยจะเป็นรองก็แค่ Panasonic GF1 เท่านั้นในส่วนของ Raw file

ในภาพที่ เป็นการแสดงผลในส่วนของ jpec file นั้น G11 นำมาโด่งเลยครับ สามารถจัดการเรื่อง Noise ได้ดีจริงๆ

กันสั่น คราวนี้จะเป็นกราฟแสดงให้เห็นถึงความสามารถในการกันสั่นของ G11 ซึ่งเรียกได้ว่าทำได้ดีทีเดียวโดยเฉพาะในขณะถ่ายภาพต่อเนื่อง

สรุปภาพรวมของ Canon G11

ถึงแม้ว่า G11 จะต้องอยู่ท่ามกลางการแข่งขันอันดุเดือดของกล้อง Top compact กับยี่ห้ออื่นๆ แต่ก็ต้องถือได้ว่าเป็นกล้อง Compact ที่ดีมากตัวหนึ่ง และเรียกได้ว่าเป็นกล้องที่มีความสามารถรอบตัวจัดจ้าน กล้อง G11 นั้นได้รวมเอาทั้งความสุดยอดทางด้านคุณภาพของภาพถ่าย การควบคุมแบบ Manual มี Viewfinder หน้าจอแบบหมุนได้ อายุการใช้งานของ Battery ได้นาน(390 รูปต่อการชาร์ทหนึ่งครั้ง) ช่วงเลนส์ของการถ่ายภาพที่เหมาะสม และยังรองรับ External Flash แม้ว่า G11 จะไม่ได้เป็นกล้องตัวเล็กที่สุดแต่ก็ยังคงเป็นกล้องที่คุณสามารถพกพาไปไหนๆ ในถ่ายภาพได้อย่างสนุกสนานอยู่ดี  แม้ว่าใน G11 จะมีการตัด Function บางอย่างจากใน G10 ไป(เป็นประเด็นที่เล็กน้อยมาก) หรืออย่าง HD video ที่ถือได้ว่าน่าจะเป็นเรื่องปกติ แต่ทั้ง 2 จุดนี้ถูกแทนที่โดยจอที่สามารถพับและหมุนได้รวมทั้งคุณภาพที่เพิ่มขึ้นก็ถือเป็นจุดที่น่าจะคุ้มค่าได้อย่างเพียงพอกับ G11

Posted by: mrd2h | ธันวาคม 12, 2009

Nikon D3000 Review ฉบับเต็มจาก Dpreview

อันนี้ผมแปลเป็นภาพรวมๆ จากที่ Dpreview ได้ทำ Full review ไว้นะครับ เอาล่ะเราลองมาอ่านกันว่าเขาให้ความเห็นกับ Nikon D3000 น้องคนเล็กในกลุ่ม DSLR ของ Nikon ไว้ว่าอย่างไรบ้าง

หลังจากที่ Nikon ประสบความสำเร็จเป็นอย่างมากกับ Nikon D60 ซึ่งถือได้ว่าเป็นการรุกเข้าสู่ตลาดกล้อง DSLR สำหรับผู้ใช้เริ่มต้นซึ่งก่อนหน้าก็มี Nikon D40 D40x เป็นผู้กรุยทางมาก่อน กับ Nikon D3000 ตัวนี้ส่วนที่ ยกเครื่องมาจาก Nikon D60 คือตัวประมวลผลที่ยังเป็น CCD อยู่และตัว Body ที่มีรูปร่้างเหมือนกัน (ต่างกันที่ขนาดของจอ LCD ด้านหลังจาก 2.5″ มาเป็น 3″ ใน Nikon D3000) แต่ก็ใช่ว่าจะลอกแต่ของเก่ามาแล้วไม่ปรับใหม่เลยก็ไม่ใช่ เจ้า Nikon D3000 ตัวนี้ได้รับการแต่งหน้าเพิ่มเติมเล็กๆน้อยๆ อย่างเช่นระบบการ Focus จาก 3 จุดเป็น 11 จุดเหมือนกับรุ่นพี่อย่าง Nikon D90 แต่จุดที่ขาดไปอยู่คือ ความสามารถด้าน Live view และ การถ่าย VDO ซึ่งเราสามารถพบ Option เหล่านี้ได้บางรายการในกล้องที่ถือว่าเป็นมวยรุ่นเดียวกันอย่าง Canon 1000D (หรือ Kiss F ซึ่งตอนนี้ไม่มีการผลิตแล้ว) หรือ Oympus E-450

จุดเหมือนและจุดต่างระหว่าง Nikon D60 Nikon D3000 และ Nikon D5000 Click link ได้ที่นี่เลยครับ

ความเหมาะมือในการใช้งาน แม้ว่ากล้อง Nikon D3000 จะเป็นน้องเล็กสุดในตระกูล DLSR ของ Nikon แต่การออกแบบสำหรับการถือและการใ้ช้งานนั้นทำมาเป็นอย่างดีมาก รวมถือความสมดุลของกล้องหลังจากใส่เลนส์เข้าไปแล้วก็ถือได้ว่า Ok เลยทีเดียว จุดเด่นที่สุดของน้องเล็กคนนี้คงเป็นเรื่อง น้ำหนักที่เบามือ เนื่องจากโครงสร้างนั้นทำมาจากพลาสติกทั้งหมด

ช่องมองภาพ ใน Nikon D3000 ตัวนี้ยังคงใช้เป็น Pentamirror (กระจกสะท้อนภาพอยู่) แต่ที่มี Function สามารถแสดงเส้น grid ในช่องมองได้ซึ่งทำให้ผู้ถ่ายนั้นสะดวกมากยิ่งขึ้นในการจัดองค์ประกอบภาพต่างๆ  ทั้งยังเพิ่มจุด Focus เป็น 11 จุดพร้อมทั้งรองรับระบบการ Focus แบบ 3D AF tracking เหมือนกับพี่ใหญ่ในรุ่นต่างๆอีกด้วย

Battery และช่องเสียบ Card สำหรับ Nikon D3000 นั้นได้เปลี่ยนมาใช้ Battery EN-EL9a ซึ่งเป็นแบบเดียวกับที่ใช้ใน Nikon D5000 ซึ่งมีปะจุไฟที่มากกว่า(ถ่ายภาพได้ประมาณ 550 รูปโดยมีการใช้ Flash จากกล้องควบคู่ไปด้วยประมาณครึ่งหนึ่งของการถ่าย) ทำให้สามารถใช้งานนานกว่า EN-EL9 แบบเก่าที่ใช้ใน Nikon D60 และการออกแบบช่องเสียบ Card ไว้ด้านข้างของตัว Grip ของกล้องเหมือนรุ่นพี่อย่าง Nikon D5000 และ D90

รูปแบบการแสดงผลการด้านหลังกล้อง เนื่องจากเป็น DLSR รุ่นเล็กปุ่มที่ใช้การปรับค่าต่างๆ แบบ Direct control จะมีมาให้บ้างเล็กน้อยอย่างเช่น  AE-L/AF-L แต่ในการเข้าปรับค่าต่างๆ นั้นก็ไม่ได้ยากเกินไปนักโดยใช้การปรับการปุ่ม 4 ทิศทางด้านขวามือซึ่งเราก็สามารถปรับค่าต่างๆ ได้อย่างรวดเร็วเช่นกัน นอกจากนี้การแสดงผลเนื่องจากการปรับค่าต่างๆ นั้นใน Nikon D3000 ก็มีรูปตัวอย่างให้เห็นอย่างชัดเจนจึงให้ผู้ใช้กล้อง DSLR มือใหม่เข้าใจการปรับค่าแต่ละอย่างได้อย่างง่ายดาย และถ้าแค่นี้ยังไม่พอแล้วล่ะก็ใน Nikon D3000 เองก็ใส่ Menu Guide mode มาให้อีกซึ่งเป็นการช่วยอธิบายการใช้งานแต่ละแบบอย่างสั้นๆ ให้เราได้เข้าใจกัน อย่างเช่น mode A คืออะไรและมีลักษณะการใช้งานอย่างไรได้บ้างใน mode A (แต่คำอธิบายทั้งหมดเป็นภาษาอังกฤษนะครับ เสียดายที่ไม่มีภาษาไทยเน๊อะ  แต่ถ้ามองกลับกันก็ถือว่าเป็นการฝึกฝนภาษาไปในตัวก็ไม่เลวจริงมั้ยครับ)

สรูปภาพรวมของ Nikon D3000

Nikon D3000 ถือไ้ด้ว่าเป็นกล้องที่คุ้มค่ามากตัวหนึ่ง แม้ว่าจะขาด Function อย่าง Live view ไปซึ่งเราสามารถพบ Function นี้ได้จาก Canon 1000D แต่ทาง Nikon เองก็เหมือนกับพนันว่า ผู้ใช้กล้อง DSLR เริ่มแรกไม่ได้ต้องการ Function นี้เท่าไรนัีกเพราะทาง Nikon เองก็เคยประสบความสำเร็จกับกล้อง DSLR ราคาไม่แพงโดยที่ไม่มี Function Live view มาแล้วใน  Nikon D40, D40x และ D60 แต่อย่างไรก็ตามกระแสของ Function Live view ในปี 2010 กับกล้อง DSLR นั้นถือได้ว่าเป็นเรื่องพื้นฐา่นที่กล้องควรมีมาให้ แต่สำหรับผู้ถ่ายภาพแล้วการมี Live view หรือไม่มี Live view ก็ไม่น่าทำให้ความน่าในใจในการถ่ายภาพนั้นต่างกันมากมาย โดยเฉพาะผู้ที่กำลังจะซื้อกล้อง DSLR เป็นตัวแรก และแม้ว่า Nikon D3000 จะไม่มี Function Live view มาให้ผม(Barnaby Britton ผู้เขียน Reveiw Nikon D3000) ก็ยังรูปสึกว่ากล้อง Nikon D3000 นั้นมี Function การใช้งานสำหรับผู้ที่ต้องการใช้กล้อง DSLR มาให้อย่างครบถ้วนและถือได้ว่าเป็นตัวเลือกที่น่าสนใจที่เดียว

คราวนี้เรามาทำความรู้จักกับกระเป๋ากล้องแบบสุดท้ายกับแล้วนะครับ อันนี้เป็นกระเป๋ากล้องขนาดใหญ่และส่วนมากจะใช้กันในหมู่ช่างกล้องอาชีพ ที่ต้องมีการเดินทางไปต่างจังหวัด หรือต่างประเทศกันบ่อยๆ เพราะมีล้อไว้ลากได้ด้วยจะว่าไปก็คล้ายๆ กับกระเป๋าลากเวลาที่เราใช้ในการเดินทางไปต่างประเทศกันเนี่ยละครับ  เรามาดูรูปกันดีกว่าเพื่อความเข้าใจที่ง่ายขึ้น

จากรูปจะเห็นได้ว่าเป็นกระเป๋ากล้องที่มาพร้อมกับล้อลากและสามารถสะพายเป็นเป้ สะพายหลังได้อีกด้วยในบางรุ่น

ข้อดีของกระเป๋ากล้องแบบมีล้อลาก

1. มีขนาดใหญ่ จุของได้มาก

2. สะดวกกับการเดินทาง

3. บางรุ่นออกแบบมาเป็นเอนกประสงค์คือทั้งลากและสะพายหลังได้

ข้อจำกัดของกระเป๋ากล้องแบบมีล้อ

1. ตัวกระเป๋าเองมีน้ำหนัีกมากและมีขนาดใหญ่

นอกจากกระเป๋าในแบบที่เราได้เห็นกันแล้วยังมีบางคน คงเคยเห็นกระเป๋าที่เป็น Case พลาสติกดูบึกบึนมากๆ อย่างนี้เป็นต้น

กระเป๋า เอ………… ไม่แน่ใจว่าจะเรียกกระเป๋าดีหรือเปล่ามันเหมือนกับกล่องใหญ่ๆ มากกว่าเลยเน๊อ เอาแต่เพื่อความสะดวกเราเีรียกมันว่ากระเป๋าต่อไปล่ะกัน กระเป๋านี้เป็นของยี่ห้อ Pelican ครับในเมืองไทยเองก็พอมีขายอยู่บาง กรเป๋านี้ออกแบบมานอกจากเหมาะกับการเดินทางแล้วยังมีความทนทานเป็นเลิศอีก ทั้งกันน้ำเข้าและทดต่อแรงกระแทกและการกดทับสูง ใน Website สินค้าโชว์ให้ดูว่าเอารถเหยียบกระเป๋าผ่านได้ไปเลยนะครับ

ที่นี้เราก็ได้รู้จักหน้าตาของกระเป๋าแบบต่างๆ กันแล้วซึ่งในแต่ละแบบนั้นก็ยังไม่รุ่นและนี่ห้อที่หลากหลายมาครับ ภาพทีเอามาให้ดูนั้นเป็นเพียงตัวอย่างเล็กน้อยมากๆ ถ้าใครสนใจผมว่าลองไปดูของจริงและ้ถ้าให้ดี  ขนอุปกรณ์ที่ต้องการบรรจุลงกระเป๋าไปด้วยระหว่างเลือกซื้อนะครับ จะได้ลองจัดใส่โน้นใส่นี้ ใบนี้ใส่แล้วไม่ Ok เอาใบนั้นมาลองดีกว่า รับรองคราวนี้ได้กระเป๋าที่ถูกใจก่อนออกจากร้านแน่นอนครับ  แต่คงต้องถามพนักงานในร้านก่อนนะครับว่าเขาอนุญาติให้ลองกันได้หรือเปล่า

ตอนนี้เราได้ทำความรู้จักกับกระเป๋ากล้อง 2 ประเภทไปแล้วนะครับคือกระเป๋ากล้องแบบสะพายข้าง และกระเป๋ากล้องแบบสะพายหลังรวมทั้งวิธีการปรับสายต่างๆ ของกระเป๋ากล้องแบบสะพายหลังอย่างถูกวิธีไปด้วยแล้วที่นี้เรามาทำความรู้จักกับกระเป๋ากล้องแบบที่ 3 กันต่อครับ อันนี้เป็นแบบคาดเอว(ฺำBeltpack) ซึ่งในแบบคาดเอวอันที่จริงก็สามารถสะพายข้างได้ด้วยนะครับ ที่นี้เรามาดูกับดีกว่าว่าแบบคาดเอวมีหน้าตากันอย่างไร

ลักษณะเด่นของกระเป๋ากล้องแบบคาดเอว คือสามารถหยิบใช้งานได้สะดวกสุดๆ ส่วนใหญ่ที่เราจะเป็นใช้กันมากๆ ก็เป็นช่างภาพที่รับงานถ่ายต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นงานแต่ง หรืองานรับปริญญาเป็นต้น แต่ถ้าลองสังเกตุดีช่างเหล่านี้บางคนจะมีซองไว้ใส่เลนส์เพิ่มเติมด้วยเนื่องจากขนาดของกระเป๋ากล้องแบบคาดเอวนั้นจะใส่ของได้จำกัด หรือช่างบางคนก็จะมีลูกมือคอยสะพายกระเป๋ากล้องอีกใบไว้ให้ด้วย  การออกบแบบกระเป๋ากล้องแบบคาดเอวนี้ส่วนมากจะสามารถใส่กล้องได้ 1 ตัวและเลนส์แยก 2 ตัวหรือเลนว์ตัวและ Flash ตัวเท่านั้นหรือในบางรุ่นได้เป็นกล้องพร้อมเลนส์ติดหน้ากล้องเท่านั้นก็มี

ข้อดีของกระเป๋ากล้องแบบคาดเอว

1. สะดวกต่อการใช้งานและการพกพา

2. เหมาะกับช่างกล้องที่รับงานต่างๆ เป็นอย่างมากเนื่องจากทำให้การเปลี่ยนเลนส์นั้นสะดวกมาก

3. มีตั้งแต่ราคาหลักร้อยไปถึงราคากลางๆ (ประมาณ 2 พันกว่าบาท)

ข้อจำกัดของกระเป๋ากล้องแบบคาดเอว

1. เท่าที่ผมมองเห็นจะมีข้อเดียวคือ ใส่ของได้น้อยชิ้นครับ

และนี่กระเป๋าใส่เลนส์ที่สามารถพกเป็นอุปกรณ์เสริมคู่กับกระเป๋าคาดเอวครับ เพราะเป็น Design ที่รองรับการคาดเอวหรืออย่างกระเป๋าของ Tamrac ก็จะมีช่้องให้สามารถขาดกระเป๋าเลนส์เสริมเข้าไปได้ด้วยครับ เรียกได้ว่าจะขาดเอวหรือเป็นอุปรกรณ์เสริมกระเป๋ากล้องเองอีกชิ้นก็ได้ด้วยเช่นกันครับ

ที่นี้คงจะเป็นภาพของลักษณะและการเลือกใช้งานของกระเป๋ากล้องแบบต่างๆ มากขึ้นแล้วสินะครับ คราวนี้ผมว่าหลายคนคงถึงบางอ้อแล้วล่ะว่าทำไมเพื่อนหรือพี่ๆ Pro บางท่านถึงได้มีกระเป๋ากล้องตั้งหลายใบ จะซื้อกันไปเยอะแยะทำไมเหตุผลก็มาจากการใช้งานที่ต่างกันออกไปเนี่ยล่ะครับ แต่…… ยังไม่หมดนะครับคราวนี้เรามาดูกระเป๋าแบบสมบุกสมบันกันบ้าง  แบบที่ไว้ใช้ลากขึ้นเครื่องสำหรับท่านที่ต้องเดินทางไปถ่ายภาพต่างประเทศกันบ่อยๆ

แล้วไว้พบกันคราวหน้านะครับ

Older Posts »

หมวดหมู่