Posted by: mrd2h | พฤศจิกายน 21, 2009

ช่วยเลือกกระเป๋ากล้องให้ทีสิ

ตอนนี้ปรรยากาศเย็นเริ่มมาเยือนเมืองไทยแล้วสินะครับ ทางสาขาเชียงใหม่แจ้งมาว่าตอนนี้ทุกอุทยานเปิดรับฤดูกาลท่องเที่ยวแล้ว และวันที่เขียนบทความนี้อากาศที่กรุงเทพเองก็เริ่มเย็นๆ มาหน่อยๆ แล้ว ผมว่าอากาศแบบนี้ล่ะเหมาะกับการเดินท่องเที่ยวถ่ายรูปจริงๆ ยิ่งตอนเช้าตรู่แล้วล่ะก็ผมว่าต้องได้รูปสวยๆ เพียบแน่เลยแต่ว่าการจะออกเดินทางไปเที่ยวถ่ายรูปเนี่ย ต้องมีอุปกรณ์อะไรบ้างล่ะที่สำคัญ อย่างแรกสำหรับมือถ่ายภาพก็กล้องสิครับ ยกเว้นนางแบบแต่งน่ารัก หรือสวยๆ ก็พอ ไว้ให้ช่างกล้องถ่าย อิ อิ อิ ถ้าเป็นกล้อง Compact อันนี้พกสะดวกจะใส่กระเป๋าหลังหรือคล้องคอก็ได้ไม่เกะกะนัก แต่ถ้าคุณมีกล้องที่เป็น DSLR แล้วล่ะมีอุปกรณ์ตั้งหลายชิ้นแน่ะ สิ่งที่ขาดไม่ได้คือกระเป๋ากล้องสินะครับ งั้นเรามาทำความรู้จักกระเป๋ากล้องแต่ละประเภทกันก่อนนะครับ ตามทฤษฎีของ Mr. D2H(จากสินค้าที่ได้เห็นและการได้ลองใช้เองนะครับ) ผมแบ่งออกเป็น 4 กลุ่มครับ คือ

1. กระเป๋าสะพายข้าง     2. กระเป๋าสะพายหลัง     3. กระเป๋าขาดเอว     4. กระเป๋าลาก

1. แบบสะพายข้าง แบบนี้เป็นแบบ Basic ครับเห็นได้ทั่วไปทุกยี่ห้อและมีหลากหลายขนาดให้เลือกกันตามปริมาณของที่มีกันอยู่

ข้อดีของกระเป๋าแบบสะพายข้าง

  • พกพาสะดวก(ประมาณหนึ่ง) ถ้าของไม่เยอะมากและการเดินทางไปถ่ายภาพนั้นไม่ได้ลำบากมากนัก อย่างเช่นต้องเดินกันเป็นกิโลๆ ครับ
  • มีสีสันให้เลือกหลากหลาย
  • มีตั้งแต่ขนาดกระทัดรัด ไปจนถึงใหญ่แบบประมาณกระเป๋าเสื้อผ้านักกีฬาเลย
  • มีตั้งแต่ราคาหลักร้อยต้นๆ ไปจนถึงหลักหมื่นให้เลือกกันครับ

ข้อจำกัดของกระเป๋าสะพายข้าง

  • ไม่เหมาะกับการเดินทางไกลและมีอุปกรณ์มากครับ เนื่องจากจะเกิดอาการล้าของไหล่ได้
  • ในบางแบบต้องระวังในการเปิดอยู่ เพราะถ้ามีอุปกรณ์เยอะมาแล้วสะพายไม่ดีอาจมีการเทกระจาดได้ครับ และถ้าเกิดจริงล่ะก็  เศร้า! สถานเดียวครับ
  • การสะพายข้างแล้วเดินแทรกเข้าไปในเขตชุมชน จะพบว่ากระเป๋ามักจะไปเกี่ยวผู้คน หรือสิ่งของได้ครับ อันนี้ต้องระวังไม่งั้นอาจมีการเหมาของกันได้ครับ (ผมเกือบเคยแล้ว….)

แต่กระเป๋าแบบสะพายข้างเองก็ยังมีลูกเล่นปลีกย่อยลงไปอีกในแต่ละยี่ห้อ แต่ละรุ่น ผมลองยกตัวอย่างง่ายๆ ที่เห็นได้ชัดคือ กระเป๋าสะพายข้างแบบเปิดจากด้านหน้าและแบบเปิดจากด้านในตัวครับ กระเป๋าที่เปิดจากด้านหน้าต้องให้ความระมัดระวังหน่อยในขณะที่ทำการเปิดเพื่อหยิบอุปกรณ์ต่างๆ อย่างเช่นถ้าเราหยิบ Flash ออกมาก่อนกล้องจุดศูนย์ถ่วงของน้ำหนักกระเป๋าอาจเพี้ยนได้ ซึ่งอาจทำให้เกิดการเทของกระเป๋าไปทางด้านหน้า และถ้าไม่ทันระวังอีกอาการเทกระจาดคงตามมาอย่างแน่นอนครับ และเพื่อลดโอกาสการเกิดเหตุกาณ์ที่ว่าได้นั้นจึงมีการออกแบบกระเป๋าที่เปิดจากด้านในตัวขึ้นมาแทน เพราะลำตัวจะเป็นอีกตัวช่วยในการประครองกระเป๋าไว้ครับ

อ้อ……. กระเป๋าแบบสะพายข้างในปัจจุบันเองก็มีการออกแบบรองรับคุณผู้หญิงที่หันมาสนใจการถ่ายรูปกันมากขึ้น โดยไม่ได้เป็น Design ที่ดู Man จนเกินไปอย่าง Giottos รุ่นนี้ครับ ดูแล้วไม่ต่างจากกระเป๋าที่คุณผู้หญิงถือกันทั่วไปซะเท่าไร  เอ…. อันที่จริงผมว่าไปก็ดีเหมือนกันนะถือไปถ้าไม่สังเกตุไม่รู้ว่าเป็นกระเป๋ากล้องนะเนี่ย

เอาล่ะอันนี้เป็นแบบแรกก่อนแล้วไว้ตอนต่อเรามาทำความรู้จักกระเป๋ากล้องแบบที่ 2 กันนะครับ

ช่วงนี้ขึ้นลง กรุงเทพฯ ชลบุรี เป็นว่าเล่นเชียวครับ อาทิตย์ที่แล้วทั้งอาทิตย์ก็ไปอยู่ที่ชลบุรี แต่ไม่ได้ไปเที่ยวนะั ทั้งๆ ที่อย้ากอยากมาก แต่ไปดูเรื่องร้านที่ Renovate ใหม่ที่สาชา แปซิฟิคพาร์ค ศรีราชา หรือที่หลายๆ คนติดปากว่า โรบินสัน ศรีราชา นั่นเองครับ  แอบเล่าก่อนเข้าเรื่องนิดหนึ่งล่ะกันนะเนื่องจากร้านเดิมที่อยู่มานั้น เล็กมาก ขนาด 4 ตรม. เอง ร้านใหม่ที่ได้คราวนี้ใหญ่สมใจที่เดียว 20 ตรม. แต่ก็แลกด้วยค่าเช้าที่แพงขึ้นมากโขอยู่ ไว้จะรูปร้านใหม่มาโชว์กันที่หลังละกันนะครับ  เอามาเข้าเรื่องของเราดีกว่า เมื่อวานนี้ผมได้ซองสีน้ำตาลข้างในมี Magazine ใส่มาให้ด้วยเป็็นของ Stuff ครับ(ขอบคุณที่เอื้อเฟื้อ ส่งมาให้นะครับ) Magazine นี้เป็น Magazine ที่เกี่ยวข้องกับเรื่องอุปกรณ์ IT ต่างๆ ไม่ว่าจะเป็น เกมส์ มือถือ หรือกล้องดิจิตอลซึ่งต้นทางของเขาเป็น Magazine ของประเภทอังกฤษ แต่มีสำนักพิมพ์ของไทยซื้อ License มาอีกที สิ่งที่ผมชอบดูคือการจัด Ranging นั้นเอง เขาจะมีการทดสอบและจัดลำดับตามมุมมองเขาผู้ทดสอบ ซึ่งก็น่าจะไม่พ้น Staff ของ Magazine แต่ผมว่าก็ได้อีกมุมหนึ่งนอกจากแหล่งประจำที่เราๆ ท่านอ่านกันบ่อยๆ อย่าง Dpreview หรือ DXOmark

Magazine stuff ของไทยฉบับเดือนตุลาคมนี้ ได้ทำการทดสอบกล้อง DSLR ที่เรียกกันว่า Mid rangs 5 ยี่ห้อด้วยกันครับคือ

1. Canon 500D         2. Nikon D5000         3. Olypus E-620         4. Pentax K20D         5. Sony Alpha A380

ผมเอามาเล่าอย่างย่อๆ ในผลการทดสอบและมุมมองในกล้องแต่ละตัวนะครับ

Canon 500D ยังคงมีใจเป็นกล้องถ่ายภาพนิ่งอยู่ แต่การบันทึกวิดีโอแบบ 1080p ก็เป็นความสามารถที่สำคัญของ Canon 500D  กล้อง Canon 500D ให้ภาพคมชัดและเก็บรายละเอียดได้มาก แม้ว่าการใช้ ISO สูงๆ ก็ไว้ใจได้มี noise น้อย ปัญหาที่พอคือการถ่ายภาพต่อเนื่องได้ที่ 3.4 fps ที่ยังไม่เร็วนัก ส่วนการถ่ายวิดีโอที่ 1080p จะได้อัตราความเร็วของภาพที่ 20 fps ไม่ค่อยมีประโยชน์ แต่พอลดมาที่ 720p ได้ความที่ 30 fps  ได้ภาพที่คมที่เดียว ตัวกล้องทำจากพลาสติกให้ความรู้สึกที่เบาแต่แข็งแรง การวางปุ่มไว้ใช้งานต่างทำได้ดี แต่ Nikon D5000 จะใช้งานได้ง่ายกว่าเล็กน้อย

Nikon D5000 สิ่งแรกที่ดึงดูดใจของ Nikon D5000 คือหน้าจอที่พับได้ เปิดเีอียงไปมาได้ทุกทิศทาง ทำให้การถ่ายภาพในมุมแปลกๆ เป็นเรื่องง่าย นอกจากนี้ยังเป็นกล้องที่มีความคล้ายกับ Nikon D90 และมี Interface ที่ใช้งานง่าย การถ่ายภาพนิ่งในสภาวะแสงน้อยถือไ้ด้ว่าเป็นจุดแข็งของ Nikon D5000 ที่เดียวเนื่องจากคุณสามใช้ค่า ISO สูงๆ ได้แต่มี noise ที่น้อยมากๆ และ Nikon D5000 ยังมีระบบการถ่ยวีดีโอที่ความละเอียด 720p ที่ความเร็ว 30 fps  ข้อด้อยของกล้อง Nikon D5000 อยู่ที่ตำแหน่งการวางไมค์สำหรับอัดเสียงนั้นทำให้คุณได้เสียงการหมุน Zoom ของเลนส์เข้าไปในวีดีโอด้วย

e-620_body_fronte-620_back_on

Olympus E-620 เป็นกล้องที่ถูกสร้างสรรค์มาเพื่อช่างภาพไฟแรง โดยมีปุ่มควบคุมการใช้งานที่ง่ายและกระจายออกไปทั้งด้านบนและด้านหลังกล้อง จะเป็นรองกว่าก็ Pentax K20D เท่านั้นที่มีปุ่มที่มากกว่า กล้อง Olympus มีน้ำหน้กเกือบจะน้อยที่สุดเป็นรองก็แค่ Sony Alpha A380 กล้อง Olympus ตัวนี้ให้ Feature ที่น่าสนใจอย่าง Art filter ทำให้คุณสามารถสร้างสรรค์ภาพได้หลายอารมณ์อย่าง ภาพมัวขาวดำ หรือ pinhole ที่จะทำให้ภาพดูสวยเกินจริงและให้โทนสีภาพเหมือนกล้องอนาล๊อตสมัยก่อน Sensor ที่ให้มาเป็นแบบ Four Thirds ซึ่ง Sensor ที่เล็กยอมต้องระวังเรือง noise ที่เกิดได้ง่ายกว่า กล้อง Olympus E-620 นี้สามารถหมุนหน้าจอได้ทำเป็นกล้องที่มีจอ LCD เอนกประสงค์ที่สุดในบรรดากล้องที่นำมาทดสอบ

Pentax K20D ถ้าการทดสอบครั้งนี้เน้นที่คุณภาพของตัวกล้องแล้ว Pentax K20D นี้คงจะได้แชมป์ไป ด้วยการพิสูจน์แล้วว่า Pentax K20D นี้ทดฝนและฝุ่น พร้อมกับจอ LCD ด้านบนอีกอัน ทำให้กล้องตัวอื่นๆที่มาร่วมทดสอบนั้นดูเป็นของเล่นไปเลย รวมทั้งปุ่มควบคุมที่มีกระจายมาให้รองรับการใช้งานที่ง่ายยิ่งขึ้น แต่สิ่งเหล่านี้ไม่ได้เป็นตัวยืนยันว่าจะทำให้ถ่ายภาพได้สวยแต่เป็นตัวช่วยให้การใช้งานง่ายขึ้นต่างหาก สิ่งที่น่าผิดหวังเล็กน้อยคือการถ่ยภาพต่อเนื่องที่ทำได้แต่ 3 fps

Sony alpha a380 frontSony alpha a380 back1

Sony Alpha A380 เป็นกล้อง DSLR ตัวเดียวในกลุ่มที่นำมาทดสอบแล้วพบว่าระะบบ Auto focus ในขณะที่ใช้ Mode Live view ทำงานได้เร็วที่สุด จุดเด่นคือความเป็นกล้อง DLSR ขนาดเล็กดูน่าใช้ แต่มีปุ่มการควบุคมในภายนอกให้ไม่มากนักซึ่งถือว่าไม่ค่อยโดนใจเท่าไร จอ LCD ที่คุณสามารถปรัีบขึ้นลงได้ และช่องเสียบการ์ดที่รองรับทั้ง SD card และ Memory stick card ของ Sony


เอาละมาดูข้อสรุปส่งท้ายกัน ทาง Magazine stuff มองว่า Pixel สูงๆ ไม่ใช่คำตอบของทุกอย่าง การที่ Canon 500D ให้ความละเอียดสูงถึง 15 MP แต่ก็ไม่มีความต่างมากนักกับภาพขนาด 12.3 MP จุดหักเหจริงๆ อยู่ที่ “การใช้งาน” โดย Olympus E-620 มีขนาดเล็ก และ Pentax K20D ก็มีการใช้งานที่ยากสำหรับผู้เริ่มต้น ส่วน Sony Alpha A380 ก็ถือไม่ถนัดมือ ดังนั้นจึงได้ข้อสรุปว่า Nikon D5000 มีการผสมผสานระหว่างการออกแบบ การใช้งานที่ง่าย และประสิทธิภาพได้อย่างลงตัว

Stuff TEST Winner :   Nikon D5000

Stuff test winner DSLR mid rang Nikon D5000

Posted by: mrd2h | ตุลาคม 23, 2009

Nikon D3000 กับ Canon 450D เอาตัวไหนดีนะ

ตอนนี้คำถามเรื่องนี้มีเขามาพอควรที่เดียวครับว่าจะเอาอะไรดีระหว่าง Nikon D3000 กับ Canon 450D  ตาม Style ผมเรามาลองช่วยกันดูดีกว่าว่าทั้ง 2 ตัวนี้มีอะไรเป็นยังไงกันบ้าง

เรื่องแรก ความสดใหม่

เรื่องความสดใหม่ทุกคงบอกได้เป็นเสียงเดียวกันอยู่แล้วอย่างแน่นอนว่า  Nikon D3000 ใหม่กว่าก็มันเปิดตัวขายกันในเดือน ส.ค. ที่ผ่านมาเองนิครับ ส่วน Canon 450D นั้นมีการเกิดตัวมาตั้งแต่ ม.ค. 2008 แล้วและเราเห็นอะไรได้ใหม่ใน Nikon D3000 บ้างล่ะ สิ่งที่เราพบได้ใน

Nikon D3000 คือ ระบบ Focus 11 จุด, ระบบ Viewfinder Grid line ซึ่งตัวนี้เป็นตัวช่วยในการจัดองค์ประกอบภาพที่เราสามารถมองผ่านได้จาก View finder ได้ และ Menu ใหม่ที่ช่วยให้ผู้ใช้งาน DSLR เป็นตัวแรกได้เข้าใจกับ Function ต่างๆ ได้ง่ายขึ้นเพราะมันจะมีคำอธิบายสั้นๆ ในแต่ละ Menu ให้


เรื่องที่สอง คุณสัมบัติการใช้งานที่จำเป็น

สำหรับกล้อง DLSR ตัวแรกนั้นผมว่าเรื่อง Live view เป็นเรื่องสำคัญแต่ใน Nikon D3000 นั้นกลับไม่มีให้มาในขณะที่ Canon 450D และแม้แต่ Canon 1000D ก็ยังมี Function Live view มาให้ ซึ่งเรื่องนี้ผมเองก็ยังไม่เข้าใจว่าทำไม  Nikon ถึงยังไม่ใส่เรื่องนี้เข้ามา ในมุมมองผมเรื่อง Live view กับกล้อง DSLR แทบจะเรียกได้ว่าเป็น Function พื้นฐานไปแล้วด้วยซ้ำไป ส่วนรายละเีอียดปลีกย่อยที่ต่างกันเล็กน้อยอย่าง การปรับค่าชดเชยแสง Canon ทำได้ที่ +/- 3 stop แต่  Nikon ทำได้ที่ +/- 5 stop การ Focus Canon 450D ทำได้ที่ 9 จุดแต่ Nikon D3000 ให้มา 11 จุด (แต่ส่วนใหญ่ผมใช้ Center focus จุดเดียวเป็นหลักบ่อยกว่านะ)


เรื่องที่สาม ความสามารถของชิปในการประมวลผล

ของ Canon 450D ใช้ CMOS Digic III (ปัจจุบันอย่าง Canon 500D เป็น Digic IV แล้วครับ) ส่วน Nikon D3000 ใช้เป็น CCD ซึ่งเป็นตัวเดิมกับที่ใช้ใน Nikon D60 (ปัจจุบันอย่าง Nikon D5000 ได้เปลี่ยนมาใช้เป็น CMOS รุ่นเดียวกับ Nikon D90 ไปแล้ว) แล้วชิปประมวลผลมีความสำคัญอย่างไร ก็ภาพที่ถ่ายออกมาันั้นจะดีหรือไม่ส่วนหนึ่งอยู่ที่ชิปเนี่ยล่ะโดยเฉพาะการจัดการภาพแบบ RAW file และสิ่งที่มาคู่กับ ชิปก็คือเรื่อง Firmware ซึ่งอันนี้อยู่สูตรการปรุงของแต่ละค่ายครับ แล้วเราจะรู้ได้อย่างไรว่าตัวไหนดีไม่ดีอันนี้ผมของอ้างจากแหล่งข้อมูลอื่นอีกที่ล่ะกันนะครับ

Canon 450DNikon D60

เนื่องจากชิปประมวลผลของ Nikon D3000 เป็นตัวเดียวกับ  Nikon D60 ผมจึงเอา Nikon D60 มาเทียบแทน(พอดีรุ่นที่ต้องการยังไม่มีมานะครับ ไว้เขา Update เมื่อไรจะรีบเอามาเปลี่ยนให้ดูทันทีครับ) จากผมการทดสอบได้ว่า Canon 450D อยู่ที่ลำดับ 48 แต่เจ้า Nikon D60 อยู่ที่ 29 ครับ  ส่วนรายละเอียดและวิธีการทดสอบรวมไปถึงลำดับอื่นๆดูได้ที่นี่ครับ  จัดลำดับกล้อง


เรื่องที่สี่  งบประมาณในมือครับ

เหมือนกับหลายครั้งที่ผมได้เอื่อมาตลอดว่าสินค้าในค่าย Canon และอุปกรณ์ต่างๆ จะถูกว่าของ Nikon โดยประมาณ 20-30% ทำให้เป็นปัจจัยหนึ่งที่คนซื้อ Canon เยอะครับ แล้วคุณละวางงบต่อเนื่องในอนาคตไว้อย่างไร


เรื่องท้ายสุด  ใจรักอะไร

หลายต่อหลายครั้งการตัดสินใจเรื่องใดเรื่องหนึ่งเรามักใช้อารมณ์ ความรู้สึกมากกว่าเหตุผล และผมคิดว่าหลายคนคงเคยมีประสบการณ์ที่ว่าใช้หลักการ 108 แต่สุดท้ายกลับเลือกซื้อในของที่ตัวเองชอบแล้วสบายใจว่าโดยไม่มีเหตุผลใดๆ เลย สุดท้ายลองถามใจตัวเองดููง่ายๆ ครับว่าชอบตัวไหน แล้วเราก็จะหาเหตุผล 108 มาหนุนมันเองได้ที่หลังล่ะครับ

ขอให้การถ่ายภาพเป็นเรื่องสนุกนครับ

MTF chart ที่เราได้เห็นนี้เป็น Version ที่ผมว่าดูและเข้าใจได้ง่ายจาก Dpreview ครับ จากการ เปรียบเทียบกันระหว่าง Nikon กับ Canon ในที่นี้สิ่งที่เราต้องการคือการดูว่าเลนส์ 18-55 mm ที่เราใช้อยู่นั้นให้ความคมชัดมากที่สุดตั้งแต่จุดกี่งกลางเลนส์ไปจนถึงขอบให้ได้มากที่สุดจะต้อง หมุนเลนส์ไปที่ขนาดกี่มิล และค่ารูปรับแสงที่เราไร

วิธีการดู MTF chart ของ Dpreview คือให้เราเอาเมาืท์ไปเลื่อนที่ขนาดเลนส์เช่นที่ 18 mm หรือ 35 mm แล้วดูว่ากราฟฝั่งขวามือด้านบนมีลักษณะเชิดห้วขึ้นหรือตกลงโดยต้องดูไล่จากซ้ายมาขวานะครับ ถ้ายิ่งเชิดหัวขึนมากแปลว่าดีครับ หรือจะดูจากพื้นที่สีก็ได้ ตรงกลางเป็นจุดกึ่งกลางเลนส์  ส่วนขอบก็แทนลักษณะของภาพที่ได้ช่วงขอบเลนส์ครับ ถ้าพื้นที่เป็นสีน้ำเงินได้มากเท่าไรก็แปลว่าช่วงนั้นใช้ได้ หรือลองดูจากทางขวามือจะเห็นเป็นแถบสีอยู่ถ้าขึ้นไปทางน้ำเงินแปลว่าดี แต่ถ้าลงมาทางสีแเดงหรือชมพูแปลว่าไม่ดีครับ  เราลองมาดูรูปประกอบดีกว่า

MTF chart Nikon -crop

รูปด้านบนนี้เป็นการทดสอบเลนส์ Nikon 18-55mm ผมลองหาดูว่าช่วงไหนที่ให้ค่าความคมได้มากที่สุด พบว่าที่ 35 mm และ F8 เลนส์ Nikon 18-55mm นี้จะให้ความคมได้ดีมากที่สุดครับ จะเห็นว่าพื้นที่ของภาพด้านขวาแถบจะเป็นสีน้ำเงินเกือบทั้งหมดจะมีขอบๆ บ้างที่เป็นสีเขียว(ซึ่งหมายความว่าด้อยกว่า) และเส้นกราฟด้านขวามือช่องบนก็เป็นเส้นเกาะไปกับแนวเส้นประ แต่ถ้าลองเลื่อนค่าให้เปลี่ยนไปก็จะเห็นว่ามีการเปลที่ยนของทั้งพื้นที่สีและเส้นกราฟครับ

ส่วนอีกรูปเป็นของ Canon 18-55mm ที่ช่วง 24mm และค่า F5.6 ครับ  จะเห็นได้ว่าพื้นที่จะเป็นสีเขียวมากกว่าสีน้ำเงินครับและกราฟก็ค่อยๆ ลดลงจากซ้ายไปขวา

MTF chartcanon-crop

ถ้าลองเล่นกันดูจะเห็นว่าช่วงที่ดีที่สุดของ

Canon 18-55 mm คือ 35mm และ F5.6  ส่วนของ Nikon 18-55mm คือ 35mm และ F8 ครับ

ส่วนเลนส์ตัวอื่นก็ลองค้นหาการทดสอบได้ใน Lens test ของ Dpreview นะครับ

ใครลองได้เอาเลนส์ 18-55 mm ในมือไปลองใช้ความ บิดเบือน มันในการถ่ายแนว ตัวโต ตัวเล็กแบบผมแล้วบ้างเอ่ย……  ถ้าใครทำได้แล้วและคนที่เป็นแบบเองก็ชอบเห็นว่าสนุกดี ผมก็ยินดีด้วยนะครับเอาเป็นแนวไว้ถ่ายเล่นสนุกๆ  เอาล่ะคราวนี้เราลองมาเล่นกับข้อด้อยที่ว่าแสงแฟลร์กันบ้างดีกว่า แสงแฟลร์มักจะพบในการถ่ายภาพย้อนแสงซึ่งหลายๆ คนอาจจะดูว่าทำให้ภาพไม่ดีไม่สวย ถ้าเป็นเลนส์ที่มีคุณภาพดีๆ ปัญหาเรื่องแสงแฟลร์จะลดลงไปเยอะมากแม้ว่าจะมีการถ่ายภาพย้อนแสงก็ตาม แต่เราเราลองเอาข้อด้อยเรื่องแสงแฟลร์มาใช้ในการสร้างสรรค์ภาพก็จะทำให้เราได้ถาพแบบนี้ (คิดว่าหลายๆ ท่านทำได้สวยกว่าผมนะ อันนี้ถือเป็นตัวอย่างละกันนะครับ) บางครั้งผมเห็นช่างภาพอาชีพบางท่านที่เป็นผู้ที่ชื่นชอบการถ่ายแนวนี้ยังมีเลนส์ 18-55 mm ผกติดกระเป๋าไว้เลยนะครับ

แสง Flare

วันนี้เอาเรื่องข้อด้อยมาใช้ให้เป็นประโยชน์ต่อตามนี้ก่อนนะครับ ขอเป็นคราวหน้าผมจะมาคุยเรื่องที่ว่าแล้วถ้าอยากได้รูปชัดๆ คม แบบเท่าที่ 18-55 mm จะทำได้แบบสุดๆ  นั้นจะต้อง Set ค่าต่างๆ ยังไง อันนี้เกริ่นไว้ก่อนเลยครับว่าเราจะมารู้เรื่อง MTF chart  กันด้วย ส่วนใครขยันจะทำการบ้านเรื่องนี้ก่อนก็ได้ลองดูข้อมูลได้ที่นี่ก่อนเลยครับ

สำหรับ Canon 18-55mm และสำหรับ Nikon 18-55mm หรือใครจะลองดูแบบเปรียบเทียบกันระหว่าง Nikon กับ Canon ใครมีเวลาอีกนิดจะอ่านบท Review เลนส์ 18-55mm ก็ลองอ่้านเพิ่มเิิติมกันก่อนได้เลยครับ  บางทีพออ่านจบแล้วจะเห็นว่าได้ 18-55mm ที่บางคนบอกว่าเอาไว้ทับกระดาษเถอะ ที่จริงแล้วมันเป็นเล็กพริกขี้หนูเหมือนกันนา

สวัสดีครับทุกคน  อย่างแรกเลยต้องขอโทษที่ครับที่หายหน้าหายตาไปนานอยู่เนื่องจากช่วงที่ผ่านมาผมต้องไปดูการตกแต่งร้านใหม่ที่สาขาเชียงใหม่พอกลับมาก็มายุ่งๆ ต่อกับการเตรียมงานสำหรับร้านที่สาขาชลบุรีต่อ เลยห่างหายกันไปนานพอควร แต่การเดินทางไปเชียงใหม่รอบนี้ทำให้ผมได้รู้จักกับลูกค้าขาประจำที่ร้านที่น่ารักๆ มากอีกหลายท่านเชียวครับ (เรื่องอัธยาศัยครับ ก็เนื่องมาจากว่าคุณๆ ส่วนใหณ่จะเป็นผู้ชายนะสิ เดี๋ยวจะหาว่าผมไปหลีสาวๆ เชียงใหม่) บวกกลับช่วงนี้ตลาดเริ่มค่อยๆ กลับมาคึกคักมากขึ้นและพอคนที่ซื้อมาก็มักจะถามว่าต้องซื้อเลนส์อะไรเพิ่มอีกหรือเปล่า

สำหรับผู้ที่ซื้อกล้อง DSLR เป็นตัวแรกเลยนั้น ผมอยากแนะนำำว่าให้ลองใช้เลนส์ Kit ที่ติดมาก่อนซึ่งก็คือ 18-55 mm นั่นเอง (กรณ๊ที่ซื้อ Canon หรือ Nikon กันนะครับส่วนค่ายอื่นๆ ผมว่าน่าจะคล้ายกันลองเอามุมมองของผมไปลองประยุกต์ดูก่อนดีมั้ย)  ผมว่าคงมีหลายคนค้นหาข้อมูลใน Net หรือถามคนอื่นๆมาเยอะบางท่านคงเคยได้ยินมาว่า “โอ้ยเลนส์ 18-55 mm ที่แถมมาเอาไว้เป็นที่ทับกระดาษซะมากกว่า หรือจะซื้อเลนส์อยากได้ตัวเดียวแล้วหมดปัญหาก็ไปซื้อ 18-200 mm มาใช้ดีกว่า” หรือ “เอาเลนส์คมๆ ที่ Pro ใช้กันอย่าง 17-50mm หรือ 70-200mm ไปใช้ดีกว่าถ้าเงินถึง” หรือ ไปเห็นภาพถ่ายที่เขาใช้เลนส์แพงๆ ดูภาพขยายแล้วคมเดี๊ยดใสกิ๊ก พอมาดูของตัวเองเมื่อใช้เลนส์ Kit ที่แถมมาก็ดูน้อยอกน้อยใจ คงต้องเก็บเงินซื้อเลนส์ใหม่ดีกว่า ครั้งแรกๆ พอได้ฟังมาคงทำให้หลายท่านสับสนพอควรและผมเองก็เคยเป็นหนึ่งในนั้นด้วยเหมือนกันครับ ยิ่งได้ฟังได้อ่านตาม Net ก็จะมีหลายท่านคุยกันถามกันไปเลยบางที่กลายเป็นว่ายิ่งอ่านมากยิ่ง งง! มากขึ้นไปอีกหรือบางที่ก็ตัดสินใจไม่ถูกเลย ???

งั้นลองมาดูแนวความคิดอีกอย่างในแบบของผมบ้างดีมั้ยครับ

1. คุณ Serious กับเรื่องคุณภาพที่ได้มากน้่้อยแค่ไหน?

ถ้าคุณให้ความสำคัญมากอย่างเช่นถ้าภาพที่ถ่ายออกมาไม่คมขยาย 200-300% ในการดูรูป หรือต้องอัดเป็นภาพที่มีขนาดใหญ่มากบ่อยๆ อันนี้ถ้าทุนทรัพย์พอซื้อเลนส์เกรดดีๆ ได้เลยครับ ได้ความสบายใจและพอใจในการถ่ายภาพได้อย่างแน่นอนแต่ถ้ายังไม่ Serious มา ณ ตอนนี้ส่วนอนาคตไม่แน่นั้นผมว่าลองเล่นเลนส์ 18-55mm ไปก่อนก็ไม่เลวนะ เพราะเลนส์ที่ทำออกมาผมว่าอยู่ในเกณฑ์ที่เรียกว่าไม่ขี้แหรหรอกอยู่ที่เราเองด้วยว่าสามารถใช้งานมันได้อย่างเต็มประสิทธิภาพแล้วหรือยัง

2. คุณรู้หรือยังว่าชอบการถ่ายภาพในแนวไหน?

ผมว่าคงมีหลายคนตอบได้ทันทีว่าชอบถ่ายภาพคน ภาพธรรมชาติ ถ่ายทั่วไปในเพื่อนๆ และครอบครัว อย่างผมชอบถ่ายแบบ Walking street ได้มีโอกาสเดินไปก็ถ่ายไปเลยๆ (แต่ฝีมือยังไม่ถึงขั้นหรอนะครับ เอาว่าผมถ่ายเองดูแล้วผมชอบก็ Ok ก่อนแล้วล่ะ จากนั้นค่อยๆ พัฒนาต่อไป) ถ้าอย่างงั้นเลนส์ที่ควรใช้กับแนว Walking street หรือ Portrait ก็น่าจะเป็นช่วง 18-55mm 17-50mm 50mm 35mm เป็นต้น เพราะเป็นช่วงที่คล่องตัวมีระยะที่เราต้องยืนถ่ายกับระยะห่างจากแบบที่ต้องการถ่ายไม่ไกลมากไปนัก ลองจินตนาการว่าถ้าระหว่างถ่ายแล้วมีคนเดินผ่านกลางบ่อยๆ หรือว่าคนอื่นต้องคอยระหว่างเดินอ้อมระหว่างที่เราถ่ายอยู่บางที่ เราเองก็จะรู้สึกเกรงใจอยู่บ้างและรูปบ้างที่ก็ดูไม่เป็นธรรมชาติเพราะคนอื่นจะเริ่มมองว่าไอ้นี่ถ่ายอะไร แต่ถ่าคุณชอบถ่ายภาพธรรมชาติอย่างนก หรือสัตว์ที่ต้องอาศัยการ Zoom เยอะๆ แล้วอ้นนี้คงต้องหาเลนส์ Zoom มาเพิ่มอีกตัวครับ แต่ถ้าคุณยังไม่แน่ใจว่าใจจริงแล้วใช้งานแบบไหนบ่อยกว่าผมก็ยังยืนให้ลองกับ 18-55mm ที่คุณมีมาเนี่ยล่ะไปซักระยะหนึ่งก่อน เพื่อจะได้รู้ว่าควรจะเลือกซื้อเลนส์อะไรเป็นตัวต่อไปดีครับ (ตามนโยบายเศรษฐกิจพอเพียง)

เราลองมาดูคุณสมบัติจุดเด่นจุดด้อยของเลนส์ 18-55mm ในมุมมองผมกันดูดีกว่าครับ

จุดเด่น:

1. น้ำหนักเบาพกสะดวก

2. ราคาไม่แพงสำหรับมือใหม่

จุดด้อย

1. ในการถ่ายย้อนแสงบางมุมอาจเกิดแสง Flare ได้

2. ความคมของภาพในบางช่วงของระยะเลนส์อาจด้อยลง

3. มีความบิดเบือนของสัดส่วนภาพได้อยู่โดยเฉพาะช่วงกว้างสุด 18mm

อ้าว! งั้ยข้อด้อยด้นมากกว่าละ่เนี่ย…… แต่เราลองมาดูว่าจะเอาข้อด้อยมาใช้ประโยชน์อะไรได้บ้างล่ะ

ผมขอเสนอเป็นมือแรกก่อนล่ะกันครับ อย่างเรื่องการบิดเบือนของสัดส่วนภาพในช่วง 18mm ผมก็ลองทำเป็นการถ่ายแบบหัวโตตัวเล็กๆ ไปซะเลยแทนถือว่าเป็นภาพอีกแนวที่หลายคนอยากได้ถ่ายโดยเฉพาะสาวๆ จะเรียกว่าแนว แอ๊บแบ๊ว ก็ยังได้อยู่มั้งครับ  โดยการเปิดช่วงที่ 18mm แล้วหามุมถ่ายเข้าไปใกล้ๆแบบในลักษณะของมุมกด คือจากด้านบนลงไปให้เห็นตัวด้วยก็จะได้ผลออกมาแบบนี้ครับ

Nikon 18 mmNikon 18 mm_1

เอาล่ะผมว่าคงพอเห็น Idea กันบ้างแล้วนะครับ งั้นไว้คราวหน้าเราลองมาดูภาพที่เกิดจากแสง Flare กันดูบ้างและมาทำความรู้จักว่า 18-55 mm  นั้นถ้าอยากได้ภาพที่คมๆ จะต้องใช้เลนส์ที่ช่วงไหนดี  เอาไว้มาต่อกันที่ภาคสองล่ะักันครับ

Posted by: mrd2h | สิงหาคม 13, 2009

Nikon 18-200mm ใหม่

Nikon ได้ประกาศเปิดเลนส์  18-200 mm ตัวใหม่ โดยใช้ชื่อว่า AF-S Nikkor 18-200mm F/3.5-5.6G ED VR II  และเจ้า Nikon 18-200mm ทาง Nikon ได้แจ้งว่าเป็น Version ที่ได้ปรับปรุงใหม่เพื่อเป็นการทดแทน Version ปัจจุบันโดยเฉพาะเรื่องความคม ที่รับรองว่าคมชัดพร้อมทั้งแก้ปัญหาเพื่อต่อสู้กับสภาวะแสง Flare ได้ดีมากยิ่งขึ้น จึงทำให้เลนส์ 18-200mm ที่กำลัง Zoom 11.1 เท่า ตัวนี้เป็นตัวที่เหมาะกับการพกพาไว้ท่องเที่ยว แบบที่เรามักเรียกกันว่าลนส์ครอบจักรวาล นอกจากนี้เจ้าตัวใหม่ยังระบบป้องกันการสั่นไหว หรือที่เรียกกันย่อๆว่า VR ก็ยังเป็น Version ใหม่คือ VRII ซึ่งทางเจ้าตัวแจ้งว่าสามารถลดการสั่นได้ถึง 4 stops กว่าที่ควรจะเป็นจากกรณีทั่วไปทำให้คุณสามารถถ่ายภาพโดยใช้ค่า Speed shutter ในช้าลงและสร้างสรรค์งานได้มากขึ้น

ส่วนราคาก็พอเหมาะมือที่ £729.99 / €887.00 / $849.95  หรือแปลงเป็นเงินบาทก็ประมาณที่ 29,800 บาท ครับ และเจ้า Nikon 18-200mm VrII จะเปิดขายอย่างเป็นทางการณ์ก็ประมาณเืดือน กันยายน นี้พร้อมๆ กับ Nikon 70-200mm VrII ครับ ไว้มีข่าวเพิ่มเติมจะมาแจ้งให้ทราบโดยทั่วกันอีกครั้งนะครับ

รายละเอียดทางเทคนิคอ่านได้ที่นี่เลยครับ  Nikon 18-200 ใหม่

Posted by: mrd2h | สิงหาคม 4, 2009

Nikon 70-200mm ใหม่

Nikon ได้ประกาศเปิดเลนส์  70-200 mm ตัวใหม่ โดยใช้ชื่อว่า AF-S Nikkor 70-200mm F/2.8G ED VR II  และเจ้า Nikon 70-200mm ทาง Nikon ได้แจ้งว่าเป็น Version ที่ได้ปรับปรุงใหม่หมดโดยเฉพาะเรื่องความคม ที่รับรองว่าคมชัดได้ถึงขอบแม้ว่าจะใช้คู่กับกล้องแบบ FX format ก็ตาม และยังใช้ชิ้นเลนส์ ED ที่ช่วยลดการบิดเบือนของภาพมากถึง 7 ชิ้นพร้อมทั้งยังเคลือบสาร Nano Crystal เพื่อต่อสู้กับสภาวะแสง Flare นอกจากนี้ระบบป้องกันการสั่นไหว หรือที่เรียกกันย่อๆว่า VR ก็ยังเป็น Version ใหม่คือ VRII ซึ่งทางเจ้าตัวแจ้งว่าสามารถลดการสั่นได้ถึง 4 stops กว่าที่ควรจะเป็นจากกรณีทั่วไปทำให้คุณสามารถถ่ายภาพโดยใช้ค่า Speed shutter ในช้าลงและสร้างสรรค์งานได้มากขึ้น ยังไม่หมดแค่นี้น่ะทาง Nikon ยังแจ้งอีกว่าได้เพิ่ม Option ใหม่อีกอย่างคือ A/M คือกล้องจะช่วย Focus ให้อัตโนมัติให้ก่อนและเรายังสามารถใช้การปรับแบบ Manual เองได้อีกเพิ่มเติมทำให้การ Focus ทำได้รวดเร็วและแม่นยำขึ้น และด้วย Body แม็กนีเซียมพร้อมระบบป้องกันฝุ่นและความชื้นทำให้คุณสามารถผกพาเจ้า Nikon 70-200mm ใหม่ไปตะลุยได้ทุกสภาวะอากาศเชียว(ทางที่ดีตัว Body ก็ควรรองกรับกับการตะลุยด้วยเหมือนกันนะ)

ส่วนราคาก็พอเหมาะมือที่ £1,999 / €2,430 / $2,399.95  หรือแปลงเป็นเงินบาทก็ประมาณที่ 82,000 บาท ครับ และเจ้า Nikon 70-200mm VrII จะเปิดขายอย่างเป็นทางการณ์ก็ประมาณเืดือน กันยายน นี้ครับ ไว้มีข่าวเพิ่มเติมจะมาแจ้งให้ทราบโดยทั่วกันอีกครั้งนะครับ

รายละเอียดทางเทคนิคอ่านได้ที่นี่เลยครับ  Nikon 70-200 ใหม่

Posted by: mrd2h | กรกฎาคม 31, 2009

Nikon D3000 ร่างทรงใหม่ของ Nikon D60

พอได้อ่านและดู Spec ของ Nikon D3000 แล้วผมเห็นด้วยกับที่ Dpreview เขียนไว้เลย ขออนุญาติ Copy ของ Dpreview ให้ดูครับ

Rumors of a D3000 have been circulating for some time now and you don’t have to be clairvoyant to foresee that the Nikon’s least expensive DSLR needed an update. The D40, which held this position for over two and a half years (an impressive feat in such a fast-moving market segment) is finally disappearing from the shelves to begin building up ‘classic’ status among the million-plus users for whom it represented their first DSLR experience. Even the more recent the D60 has been on the market for more than 18 months (having itself been little more than a position-clarifying rebadging of the D40X introduced in March 2007) and has only just been jostled out of its position by the D5000. Despite this combined age and what now look like fairly modest feature sets, their combination of small size, big name, low prices and top-notch usability have seen both products become a huge hit for Nikon (D60 remains one of the top selling DSLRs in most markets).

This success has clearly left Nikon with two choices – match the best specified cameras in the sector and face reduced profit margins and risk undermining D5000 sales, or refresh the existing models enough to ensure that your least expensive DSLR can be sold at a competitive price without cutting too deeply into margins.

You can divine Nikon’s chosen path from the specifications that appear to show D3000 has more in common with the D60 than the D5000. With the discontinuation of the D40, the D3000 will sit as the company’s least expensive DSLR.

ถ้าให้พูดกันในแบบแถวๆ บ้านผมนะก็เป็นการ เอาเครื่องใน D60 มาใส่ Body ใหม่ในชื่อ D3000 และเพื่อไม่่ให้น่าเกียจไปนักก็ แต่งเสริมนิดหนึ่งอย่างเปลี่ยนหน้าจอ จากเดิมใน Nikon D60 ที่ขนาด 2.5″ เป็น 3″ แทน(แต่ความละเอียดคงเดิมคือ 230,000 ) และ Up ระบบ Focus เป็นแบบ 11 จุดและมี 3D tracking เปลี่ยนการแต่งหน้าอีกซะหน่อยเป็น New menu แบบ Guide mode เหมือนใน Nikon D300s อีกนิด  นอกนั้นเหมือน Nikon 60 อย่างเดิมครับ

เอ…… ผมแสดงความคิดเห็นประชดประชันมากไปมั้ยเนี่ย ?  ถ้าถามผมกับกล้อง DSLR ตัวแรกที่ราคาไม่แพงแล้วอยากได้ไว้ลองเล่น และชอบ Nikon ผมว่าซื้อ Nikon D60 ดีกว่านะคุ้มเงินกว่าตัวใหม่อย่างแน่ๆ แล้วไว้ใจรักมากๆ จะกระโดดไปตัวที่ใหญ่กว่าอย่าง Nikon D300 หรือ Nikon D700 ที่เดียวน่าจะคุ้มกว่าเยอะเลย

Posted by: mrd2h | กรกฎาคม 31, 2009

Nikon D300s มาแล้วจ้า

หายหน้าหายตาไปหลายวันไม่ได้มา Update blog รู้สึกเหมือนอะไรหายไปจากชีวิตประจำวันอยู่เหมือนกันนะเนี่ย ช่วงที่ผ่านมาค่อยข้างยุ่งอยู่พอควรครับ เลยไม่ได้มา Update ข่าวใหม่ๆให้ได้รู้กันเลย ส่วนใหญ่หมดไปกับการประชุมงานซะเลยครับ พอได้มีเวลาท่อง Web สะหน่อยก็เจอข่าวได้เรื่องเลย ก็ Nikon Europe ได้ประกาศตัว Minor chage กล้อง Nikon D300 ใหม่นะสิ ชื่อใหม่ที่เรียกเป็น Nikon D300s (แหมทำยังกะออกรถเลยนะเนี่ย) เอาผมสรุปแบบย่อๆ ก่อนนะครับได้ความมาอย่างนี้ครับ

1. ความละเอียดยังเป็น DX format ที่ความละเอียด 12.3 ล้าน Effective pixels

2. สามารถถ่าย VDO clip ได้แบบ HD และระบบเสียงแบบ Stereo และช่องเสียบไมค์เพิ่มเติม

3. หน้าจอขนาด 3″ ที่ความละเอียด 920,000

4. ระบบ Focus 51 จุดพร้อม 3D tracking

5. ISO ยังคงไว้ที่ 200-3200 และ Booth ได้ถึง 6400

6. ถ่ายภาพต่อเนื่องได้ที่ 7 รูปต่อวินาที่ Buffer Raw 17 Jpec Fine 44 และ Jpec normal 100  รูป

7.  Battery ที่ใช้ยังคงเป็น EN-EL3e แบบเดิมอยู่

8. สามารถใช้ได้ทั้ง CF และ SD card

9. Menu การใช้งานแบบใหม่เป็น Interactive menu

สนนราคาเปิดตัวก็สำหรับ Nikon D300s Body อยู่ที่ 63,000 บาทโดยประมาณ (1,799 USD)

สามารถอ่านรายะเอียดเพิ่มเติมได้ที่

Nikon Europe

Dpreview Nikon D300s

Older Posts »

หมวดหมู่